[RMC] CHOICE GAME # 01

posted on 13 Aug 2011 01:04 by sozou in RMC
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
ธีม : นามิโมริ
OC ที่ทำ : @Glacier_RMC ,@Nao_RMC
 
 
----------------------------------------------------------------
 

ณ เช้าวันที่อากาศสดใส เด็กสาวชิม่อนทั้งสองคนตื่นขึ้นมาทำกับข้าวกินด้วยกันบนโต๊ะอาหารซอมซ่อในบ้านชิม่อน อาหารเช้าวันนี้ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม...มาม่า

ตู้เก็บอาหารชองชิม่อนแฟมิลี่วันนี้ยังคงมีแต่มาม่าหลากรสให้เลือกได้ไม่ซ้ำ นาโอะเหลือบมองกลาเซียที่นั่งเลือกรสมาม่าอย่างเพลิดเพลินอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ ก่อนจะแอบเดินออกนอกปราสาทไปไม่ให้เด็กสาวผมสีน้ำตาลรู้ตัว

"เอ.. มะ.. มาม่ารสหมูสับ มะ.. มาม่ารสทูน่าสับ ฉะ.. ฉันควรจะกินมาม่ารสอะไรดีล่ะ" เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมาตั้งใจจะถามผู้ที่เสมือนเป็นพี่สาวของตน แต่รอบตัวนั้นกลับว่างเปล่าไม่เหลือร่องรอยของเด็กสาวอีกคนเสียแล้ว


"..ลูกพี่นาโอะ ? "

เด็กสาวเห็นนาโอะเดินลิบๆอยู่ริมรั้วซอมซ่อของชิม่อนแฟมิลี่ ทว่าดูเหมือนขาของเธอจะสั้นเกินไปจึงเดินตามนาโอะที่รีบจ้ำอ้าวไม่ทัน แต่กลาเซียก็ยังเดินตามต่อไปโดยลืมเรื่องอาหารเช้าไปสนิท

"ละ.. ลูกพี่นาโอะจะไปไหนกันนะ"

ด้วยความที่เป็นคนอยากรู้อยากเห็นกลาเซียจึงกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามลูกพี่ของตนไปโดยที่พยายามไม่ให้เจ้าตัวรู้ ละ.. ลูกพี่นาโอะจะแอบไปหาแฟนหรือเปล่านะ เธอคิดในใจแบบนั้น

หญิงสาวยิ่งอยากรู้มากขึ้นเมื่อเห็นนาโอะเลี้ยวหายเข้าไปในตลาดที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน หรือว่าพี่สาวร่วมแฟมิลี่ของเธอจะแอบคบกันลูกชายร้านของผักกันแน่คะ กลาเซียคิดในใจขณะเดินหลบหลังเสาไฟฟ้าไปด้วย แต่สถานที่ที่เด็กสาวหยุดนั้นไม่ใช่ร้านขายผักหากแต่เป็นร้านขายเนื้อ


"ขอซื้อเนื้อหมูหน่อยค่ะ" นาโอะพูดกับเจ้าของร้านขายเนื้อในตลาดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ด้วยความที่ตลาดเป็นสถานที่ที่มีแต่เสียงโหวกเหวกจึงทำให้กลาเซียที่อยู่ห่างออกไปไม่ได้ยิน

"วะ.. หวา เจ้าของร้านคนนั้นท่าทางหน้าตาดีด้วย คะ.. คุยอะไรกันอยู่นะ"

กลาเซียคิดจะเดินเข้าไปให้ใกล้อีกนิดเพื่อจะฟังสิ่งที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตร่วมโลกบนป้ายตลาดนามิโมริเสียก่อน

"...โคจิโร่!? "

เธอเผลอออุทานออกมาเสียงดัง ขณะมองนกสีฟ้าอ่อนคาบแมลงสาปไว้ในปาก และถ้าไม่ได้คิดไปเองดูเหมือนมันจะภูมิใจเหลือเกินที่จับแมลงสาปที่หยอกล้อกันทุกวันสำเร็จเสียที ทันใดนั้นเองก็มีสิ่งมีชีวิตปริศนาพุ่งตรงเข้าไปหาโคจิโร่ ไฟดับเครื่องชนสีแดงฉานแลดูเด่นตาลุกอยู่บนใบหูของมันทั้งสองข้าง พร้อมกับร้องเสียงประหลาดออกมา

"ชิชิชิ"

นะ.. นั่นมันตัวมิ้งค์!? ดูเหมือนว่ามันกำลังจะแย่งแมลงสาบกับโคจิโร่อยู่นะ

"วะ.. หวา ดะ.. ดูเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจังเลยค่ะ"

กลาเซียทึ่งในมัตรภาพของสัตว์โลก ขณะที่กำลังดูสิ่งมีชีวิตทั้งสองหยอกล้อกันเคล้าเสียงปีกสะบัดรัวและเสียงขู่ฟ่อของตัวมิงค์ นาโอะก็เดินไปจนลับสายตาแล้ว รู้ตัวอีกทีกลาเซียก็ยืนคว้างอยู่คนเดียวท่ามกลางฝูงคน

 

" ล..ลูกพี่นาโอะไปไหนแล้ว!? "

กลาเซียหันความสนใจจากโคจิโร่และมิงค์วิ่งออกตามหาลูกพี่ทันที ยังไงเรื่องของลูกพี่ก็อยากจะรู้มากกว่ามิตรภาพของสัตว์โลก จนกระทั่งเห็นนาโอะหยุดคุยกับบอสของพวกตน

"นะ.. นั่นคุณเอ็นมะ" กลาเซียรีบวิ่งไปหลบที่หลังเสาเช่นเคย


" ม..ไม่ได้ยินที่คุยกันอีกแล้ว "

เธอพึมพำกับตัวเองขณะเพ่งสายตาไปยังบอสประจำแฟมิลี่ที่ไม่ได้เจอมานาน ดูเหมือนบอสของเธอจะสบายดีถึงจะมีแผลเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย กลาเซียอยากจะออกไปทักทายเอ็นมะขึ้นมาทันทีแต่ความอยากรู้อยากเห็นก็เป็นฝ่ายชนะ เธอต้องรู้ให้ได้ว่านาโอะแอบมาทำอะไรโดยไม่บอกให้ใครรู้

"คะ.. คุณนาโอะมาทำอะไรที่นี่หรอครับ"  เด็กชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบอสชิม่อนเริ่มเปิดคำถามทักทายสมาชิกในแฟมิลี่ของตนอย่างเคย

"ความลับน่ะค่ะ" นาโอะตอบออกไปพร้อมรอยยิ้ม จังหวะที่เอ็นมะกำลังเก้ๆกังๆไม่รู้จะชวนคุยอะไรต่อ สายตาของเด็กหนุ่มก็เหลือบไปเห็นกลาเซียที่กำลังหลบๆซ่อนๆอยู่หลังเสา


"อะ.. เอ่อ คุณนาโอะมากับคุณกลาเซียด้วยงั้นหรอครับ"

เจ้าของชื่อกลาเซียสะดุ้งสุดตัวก่อนจะรีบเบียดตัวหลบหลังเสาไฟฟ้า แต่สายไปซะแล้ว ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นตัวมิงค์ที่เธอยืนจ้องอยู่นานสองนานเมื่อครู่ตามมาด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ และตอนนี้มันกำลังร้องเสียงดังอยู่ข้างเสาไฟฟ้า เหมือนจะขออาหารเช้าจากกลาเซีย


"อ๊ะ คะ.. คุณตัวมิ้งค์ ฉะ.. ฉันไม่มีของกินจะให้คุณทานหรอกค่ะ" กลาเซียพยายามพูดไกล่เกลี่ยแต่ก็ไม่เป็นผล ยิ่งไปกว่านั้นมันยังร้องขู่ฟ่อๆเสียงดังกว่าเดิมซะอีก

"กลาเซียทำไมถึงตามมาที่นี่ล่ะคะ" ลูกพี่นาโอะของเธอเดินสาวเท้าเข้ามาใกล้ แล้วจ้องหน้าเธออย่างต้องการคำตอบ

"...ฉ....ฉัน......" กลาเซียอ้อมไปหลบหลังเสาไฟฟ้า แต่นาโอะก็ยังตามไปจ้องคาดคั้นจะเอาคำตอบอยู่ดี พี่สาวใจดีในตอนนี้ดูน่ากลัวผิดจากทุกที

"เป็นสโตรกเกอร์แอบตามเอ็นมะซังมันไม่ดีนะคะ! "


"มะ.. ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ" แต่กลาเซียไม่กล้าพูดความจริงจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับความผิด

"ขะ.. ขอโทษค่ะลูกพี่นาโอะ" ตัวของเด็กสาวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว แต่ทันใดนั้นเองก็มีมือข้างหนึ่งมาลูบหัวเธอเบาๆ

"ถ้ากลาเซียยอมรับผิดก็ดีแล้วล่ะค่ะ วันหลังอย่าทำอีกนะคะ" นาโอะว่าเสร็จก็ยื่นมือมาหา

"ธุระของฉันเสร็จแล้ว กลับบ้านกันเถอะค่ะ"

" ธุระอะไรเหรอคะ ? " กลาเซียไม่ยอมยื่นมือไปจับมือที่ยื่นมาให้ กลับจ้องไปยังนาโอะเขม็ง


" ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็ผมตอบได้นะครับ " เอ็นมะที่เงียบอยู่นานพูดแทรกบทสนทนาของสมาชิกแฟมิลี่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนจะเหลือบมองไปยังถุงในมือนาโอะแล้วแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วน

"อะ.. เอ๋ ละ.. แล้วมันเรื่องอะไรกันเหรอคะคุณเอ็นมะ" กลาเซียตกใจเงยหน้ามองบอสชิม่อนแฟมิลี่ หน้าของเธอแดงเพราะความเขินที่ถูกจับได้

"คุณนาโอะมาซื้อเนื้อหมูไปทำมาม่าให้คุณไงครับ" กลาเซียรีบหันไปมองลูกพี่ของเธอทันที

"นะ.. นั่นเป็นเรื่องจริงเหรอคะลูกพี่นาโอะ"

" ใช่ค่ะ...ฉ...ฉันไม่อยากเห็นกลาเซียผอมเป็นเด็กขาดสารอาหารเพราะมาม่าเหมือน......ฉันหมายถึงเพราะมาม่าน่ะค่ะ " กลาเซียไม่ได้ใส่ใจคำพูดที่ขาดหายไป เธอรีบโผเข้ากอดนาโอะจนถุงเนื้อหมูตกลงกระจายลงพื้น

"ละ.. ลูกพี่นาโอะ ฉะ.. ฉันไม่รู้มาก่อนเลยค่ะ ลูกพี่อุตส่าห์ทำเพื่อฉันขนาดนี้แต่ฉันกลับ" กลาเซียกอดนาโอะตอบน้ำตาซึมก่อนจะหันไปมองที่พื้นแล้วอ้าปากเหวอ

"ตะ แต่เนื้อหมูมัน.." พูดพร้อมกับสะกิดให้ลูกพี่เธอหันไปมองด้วย


"....เนื้อหมู "

ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาอีก เนื้อหมูที่เจียดเงินเดือนก้อนสุดท้ายมาซื้อตกพื้นไปเสียแล้ว อนาคตเด็กขนาดสารอาหารของกลาเซียคงมาถึงในอีกไม่นาน


"เนื้อหมู.. บ๊ายบาย" แล้วทั้งสองคนก็พากันคอตกเดินกลับบ้าน

-------------------------------------------------------


..เป็นตัวแทนมาโพสน่ะค่ะ

..ต..แต่นี่เป็นเรื่องแต่งขึ้นนะคะ ชิม่อนแฟมิลี่ไม่ได้เลวร้ายอย่างในฟิคนี้หรอกค่ะ! *พูดเร็วๆ*


[RMC] ส่งเพลงเชียร์ค่ะ

posted on 07 Aug 2011 22:16 by sozou in RMC
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
ม...มาส่งการบ้านค่ะ
 
ผปค.บอกว่าโดดเชียร์ตลอดเลยมาส่งช้าน่ะค่ะ *ชำเลืองมองผปค.ด้วยหางตา*
 
ก..ก่อนจะเลื่อนไปอ่านก็....
ชิม่อนแฟมิลี่ทุกคน..ขอโทษที่ล่วงเกินคะ! *ก้มลงขอขมาด้วยท่าชาบู*
 

ถ้างั้นเริ่มกันเลยนะคะ *หยิบโพยที่สอดอยู่ในหนังสือมาเปิดดู*
 

 
 
 
หากมีชิม่อนไปไหนด้วยกัน วันทั้งวันก็สุดแสนรั่ว
หากมีชิม่อนนี้รับรองว่าดีโลกเราครื้นเครงขึ้นเป็นกอง
หากมีชิม่อนมายิ้มด้วยกัน วันทั้งวันยิงมุขใส่กันไม่ทำอะไร
เมื่อเราได้ยินบางทีก็อยากร่วมแจม
*ชิม่อนมีสาวอกโต หนุ่มแว่นเนิร์ด (กับบอสในหลุมซุ่มด้วย)
เสื่อมทุกที ชิม่อนนี้น่ะมีไว้ทำอะไร มีไว้ให้ชาร์ปชาร์ปชาร์ป
**หากมีเธอมาอยู่ด้วยกัน กินแกลบกันมันแสนจะอิ่ม ไม่มีใครให้เงินเดือนไม่มีเงินกันพวกเราก็จนกันไป  
แต่ถ้ามีชิม่อนมาด้วย ถึงแม้จะไม่มีข้าวกิน ก็ยังทนหิวหัวเราะกันได้ตลอดเวลา
 
---------------------------------------------------
 
 
จะ..จบแล้วค่ะ *หน้าแดงแปร๊ด*


[RMC] ส่งลูกสาวค่าา

posted on 26 Jul 2011 21:38 by sozou in RMC
 
ไม่ได้อัพบล็อคนานมาก รู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ =w=''

แต่เอาเป็นว่าที่อัพคราวนี้จะมาส่งลูกสาวเข้าร่วมกิจกรรมค่าาา หลังจากลังเลอยู่นานว่าจะเอาเพศไหนดี

 
 
 
////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
 
 
ชื่อ: Nao

อายุ: 17 ปี

เพศ: หญิง

วันเกิด: ไม่แน่ชัด

กรุ๊ปเลือด : AB

แฟมิลีที่สมัคร: 1.ชิม่อน 2.วาเรีย 3.วองโกเล่

เหตุผลที่สมัคร: อยากเรียกเอ็นมะคุงว่าบอส  เพราะชิม่อนท่าทางจะครึกครื้น(?)ดีน่ะค่ะ *หัวเราะ*

ไฟธาตุ: พิรุณ

กล่อง: หมีพิรุณ

แหวน: แหวนพิรุณเกรด C 1 วง

อาวุธ/วิธีการต่อสู้: เอาหนังสือฟาด

ประวัติ: ถูกทิ้งไว้ที่ตีนภูเขาในป่าลึกตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วมีคุณลุงใจดีคนนึงเก็บไปเลี้ยง พอโตขึ้นมาก็ได้รับแหวนและอาวุธกล่องจากคุณลุงแต่ก็ไม่ค่อยรู้วิธีใช้ ตอนนี้กำลังหาแฟมิลี่ที่จะสอนวิธีต่อสู้และวิธีใช้กล่องกับแหวนให้อยู่

นิสัยใจคอ: เพราะที่บ้านคุณลุงมีหนังสือเยอะเลยชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กๆ
ด้วยเหตุนี้เลยกลายเป็นคนไม่ค่อยพูดไปโดยปริยาย แต่บางครั้งก็พูดมากได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะอยู่กับคุณลุงมาแค่สองคนตั้งแต่เด็กบางทีก็มักจะทำตัวแปลก ๆ แบบที่คนอื่นคาดไม่ถึง
NL, BL, GL?: NL, BL, GL OK!

Level of allowance: AB
 

ปล. สมัครทวิตแล้วค่าาา  => Nao_RMC 

 

[D18 ★ only wishing] From Futago to Sanaki

posted on 25 Apr 2010 00:38 by sozou in SF

 

สืบเนื่องมาจากกิจกรรมฉลองครบรอบ 2 ปีสมาคมแม่ยก D18ค่ะ

ผู้ร้องขอของเราคือSanakiค่ะ

 

เควสที่เลือกทำคือ [fic] โน่ วางแผนจัดวันเกิดของเคียวยะก็เลยไม่ได้โผล่หน้ามาให้เคียวยะเห็นและหลบๆ ซ่อนๆแต่ทำให้เคียวยะโกรธและเข้าใจผิดงานนี้โน่ยุ่งแน่~!!

 

ริ่มเลยนะ (ฮา)

 

คำเตือนก่อนอ่าน

- เคียวยะค่อนข้างจะหลุดคาแรกเตอร์ไปพอสมควรเลย ทำใจกันก่อนด้วยนะคะ TwT

- ฟิกเรื่องนี้ให้เคียวยะใช้สรรพนามเรียกตัวเองตามต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น เรียกตัวเองว่าBoku(ผม) เรียกดีโน่ว่าAnata(คุณ) เลยจะขอแต่งโดยใช้สรรพนามพวกนี้นะคะ เพื่อความเอโร่ยและเพิ่มความรู้สึกว่าดีโน่ต้อยเด็กมากกว่าเดิม XD

- สิ่งที่อยากให้รู้ก่อนเพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่านคือโกลเด้นวีค(วันหยุดยาว)ของญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่วันที่29เมษายนถึง5พฤษภาคมค่ะ

 

 

Title : Usotsuki (คนโกหก)
Author : Futago
Pairing : Dino x Hibari
Rating : PG

 

..วันเกิดอะไรนั่นเป็นเพียงแค่วันธรรมดาที่ไม่ต่างจากวันอื่นเท่าใดนัก..



คนเราจะสามารถทนแรงกดดันได้มากแค่ไหน นั่นเป็นสิ่งที่รองคณะกรรมการรักษาระเบียบของนามิโมริไม่ต้องการจะทดสอบกับตัวเองมากที่สุดดังเช่นที่ต้องเผชิญอยู่ในตอนนี้ ห้องรับแขกที่ถูกคณะกรรมการยึดครองยังมีสภาพเหมือนเช่นเคย หากแต่สิ่งที่ต่างออกไปจากปกติคือหัวหน้าคณะกรรมการซึ่งกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารอยู่

ฮิบาริขมวดคิ้วมุ่นขณะกวาดสายตาอ่านแผ่นกระดาษตรงหน้า แล้วขย้ำขว้างทิ้งลงพื้นไปกองรวมกับก้อนกระดาษที่ถูกทิ้งลงมาก่อนหน้านั้นอย่างไม่ใยดี คุซาคาเบะกำฝ่ามือชื้นเหงื่อทั้งสองข้างเข้าหากันแน่นราวกับจะปลุกปลอบกำลังใจกลับคืนมา ตั้งแต่นำเอกสารของบประมาณของชมรมต่างๆมายื่นให้ในตอนเช้ายังไม่มีแผ่นใดได้รับการประทับตราอนุมัติให้ผ่านเลยสักใบเดียว



..สภาพอารมณ์ของฮิบาริ เคียวยะในวันนี้ดูแย่ยิ่งกว่าวันที่ผ่านๆมา



หากจะถามถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้คุมกฏเมืองนามิโมริกลายเป็นระเบิดเคลื่อนที่ คงต้องย้อนความไปเมื่อสามวันก่อนที่ทารกต้องสาปมาหาถึงห้องรับแขกแห่งนี้ เพียงเพื่อบอกว่าบอสของคาบัคโรเน่กำลังจะเดินทางมาถึงญี่ปุ่นภายในวันนี้ และจากไปโดยไม่บอกอะไรมากไปกว่านั้น คุซาคาเบะยังจำได้ดีถึงแววตาสีดำสนิทที่แสดงความดีใจออกมาอย่างปิดไม่มิดแม้ใบหน้าจะเรียบเฉยของฮิบาริ

ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงตอนเย็นของวันเดียวกัน ยังไม่ปรากฏร่างของชายหนุ่มผมสีทองออกมาให้เห็นเหมือนทุกครั้งที่จะมุ่งตรงมาหาในทันที แม้จะขึ้นวันใหม่หรือผ่านไปสักกี่วันดีโน่ก็ไม่มาหา แววตาที่เคยฉายชัดถึงความดีใจจึงแปรเปลี่ยนเป็นแววตาของสัตว์ล่าเนื้อ พร้อมจะขย้ำทุกคนที่ทำตัวขวางหูขวางตาได้ทุกเมื่อ


" ถ้ายังไงให้ผมติดต่อไปหาโร.."

" หนวกหู "

 ยังไม่ทันได้พูดจนจบประโยคฮิบาริก็ตวาดขึ้นมาก่อนจะขยำกระดาษลงพื้นอีกแผ่น ฝ่ามือเรียววางปึกกระดาษที่ยังอ่านไม่้จบลงบนโต๊ะ แล้วเดินออกจากห้องรับแขกไปในทันที



ฮิบาริเมินดาดฟ้าที่ชอบหลบไปนอนอยู่บ่อยๆเปลี่ยนเป็นเดินตรวจตราความเรียบร้อยในเมืองแทน เขาไม่อยากไปยังสถานที่ที่มีความทรงจำกับคนๆนั้นในตอนนี้ ไม่อยากอยู่้ในห้องรับแขกเพื่อจะตอกย้ำกับตัวเองว่ากำลังคอยใครบางคนที่คอยมานานถึงสามวันอยู่

ไม่ใช่อยากเจอ ไม่ใช่กังวล และยิ่งไม่ใช่เพราะคิดถึง แต่เป็นความโมโหในพฤติกรรมที่ผิดไปจากปกติของดีโน่ต่างหาก ฮิบาริบอกกับตัวเองเช่นนั้น ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินผ่านประตูโรงเรียนไปสู่ด้านนอกให้เร็วที่สุด ราวกับจะหลบหนีจากความคิดของตัวเอง



นับตั้งแต่วันเกิดสัตว์กินพืชผมสีทองที่ฮิบาริทำพาสต้าให้กินเป็นของขวัญวันเกิด ดีโน่ก็บินกลับบ้านเกิดและติดงานยาวไม่ได้กลับมาญี่ปุ่นอีกเลยเป็นเวลาเกือบสามเดือน สิ่งที่ทำให้อดทนกับช่วงเวลานั้นมาได้คือโทรศัพท์และอีเมล์จากอิตาลีซึ่งมีมาไม่เว้นแต่ละวัน

ทว่าประมาณหนึ่งอาทิตย์ที่แล้วก่อนรีบอร์นจะมาหา หลังจากมีข้อความมาว่างานยุ่งมากจะติดต่อ หรือมาญี่ปุ่นไม่ได้อีกพักใหญ่พร้อมคำขอโทษยืดยาว การติดต่อจากแดนไกลก็ขาดหายไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในตอนแรกที่ได้ยินจากทารกต้องสาปว่าดีโน่กำลังจะมา ฮิบาริหลงคิดไปว่าเจ้าคนชอบอู้งานที่ชอบเอาเวลามาคิดเรื่องไร้สาระต้องการทำตกใจกับการมาที่คาดไม่ถึง แต่หลังจากผ่านไปสามวันเขาก็เข้าใจแล้วว่าการคาดเดานั้นไม่เป็นจริง


------------------


...ซาวาดะ...

ดวงตาสีดำสนิทอ่านป้ายหน้าบ้านหลังหนึ่งในใจ ฮิบาริจำไม่ได้ว่าตนเองเดินผ่านสถานที่ใดมา หรือเดินตรวจเมืองจนเจอคนทำผิดกฎบ้างหรือไม่ พอรู้สึกตัวอีกทีก็มาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านหลังนี้แล้ว

เขาไม่ได้มาเพื่อถามข่าวคราวของม้าพยศจากเจ้าหนูที่น่าจะอยู่ที่นี่เสียหน่อย แค่อยากมายืดเส้นยืดสายกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น เจ้าคนอิตาลีไม่เอาไหนนั่นจะเป็นยังไงก็ช่าง ผู้คุมกฎสรุปเหตุผลของการกระทำทั้งหมดให้ตัวเองขณะลอบมองเข้าไปภายในบ้าน จังหวะเดียวกันนั้นเองที่ประตูบ้านถูกเปิดออกจากชายวัยกลางคนชาวอิตาลี


" เคียวยะ! "

ดวงตาภายใต้แว่นกรอบสี่เหลี่ยมของโรมาริโอ้เบิกกว้างทันทีที่เห็นผู้คุมกฏในสถานที่ที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอ ก่อนจะหลุดปากเรียกชื่อออกมาด้วยความตกใจ ฮิบาริใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อคิดไปถึงคนที่น่าจะเดินตามกันออกมาในอีกไม่ช้า แต่นอกจากการมองหน้ากันโดยไร้บทสนทนาของคนสองคนอยู่นานพอควร เขากลับไม่เห็นบอสไม่ได้เรื่องที่ไม่สามารถอยู่ห่างจากลูกน้องได้เดินตามออกมาอย่างที่ควรจะเป็น


" ม้าพยศล่ะ " เด็กหนุ่มพยายามกดน้ำเสียงให้เรียบเฉย ไม่แสดงความสงสัยใคร่รู้สนใจในตัวผู้ที่กำลังถามหาออกไปมากจนโดนจับความรู้สึกได้

" บอส..เอ่อ.." โรมาริโอ้แสร้งทำเป็นก้มมองพื้นขณะกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

" เจ้านั่นทำไม "

" บ..บอสติดงานอยู่ที่อิตาลีไม่ได้มาญี่ปุ่นด้วย ฉันเลย..เอ่อ..มาสะสางงานที่นี่คนเดียว "


ถ้อยประโยคธรรมดาแต่เป็นดั่งคลื่นลูกใหญ่โถมเข้าใส่ร่างของฮิบาริจนแทบทรงตัวยืนไม่อยู่ เขาไม่คิดว่าเจ้าหนูจะโกหก และยิ่งไม่มีทางจินตนาการถึงวันที่ดีโน่และพรรคพวกจะพยายามโกหกตนเองแบบนี้มาก่อน สาเหตุี่ที่ทำให้เด็กหนุ่มเลือกเชื่อทารกต้องสาปนั้นง่ายนิดเดียว นั่นก็เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาโรมาริโอ้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ความรักของนายเหนือหัวสมหวัง ตราบเท่าที่การกระทำนั้นไม่ส่งผลเสียต่องาน

อาจเป็นเพราะลูกน้องคู่ใจคนนี้รู้ว่านี่เป็นวิธีที่จะทำให้ดีโน่มีความสุขก็เป็นได้ ทุกครั้งที่เจอหน้าจึงมีแต่จะบอกว่าดีโน่อยู่ไหน หรือตลอดเวลาที่อยู่อิตาลีเจ้านั่นนั่งนับวันที่จะได้กลับมาญี่ปุ่นอย่างใจจดใจจ่อเพียงใด และขอให้เห็นใจบอสผู้น่าสงสารบ้าง


ทว่าในครั้งนี้กลับต่างออกไปไม่เพียงไม่บอกในทันที กลับแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากจะให้รู้อีกต่างหาก ซ้ำร้ายเมื่อคาดคั้นถามไปกลับมีแต่คำพูดไร้น้ำหนักไม่น่าเชื่อถือ ฮิบาริไม่ใช่เด็กอมมือจะได้ไม่รู้ถึงความผิดปกติที่ชายชาวอิตาลีตรงหน้าพยายามกลบเกลื่อน

โรมาริโอ้ผู้ดูแลดีโน่มาตั้งแต่เล็กไม่มีทางเดินทางมาถึงญี่ปุ่นคนเดียว โดยปล่อยชายหนุ่มซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะอู้งาน หรือพลาดตกบันไดหัวฟาดพื้นไว้คนเดียวเป็นแน่ บอกว่าดีโน่หนีมาญี่ปุ่นคนเดียวยังน่าเชื่อเสียกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะถูกสั่งห้ามไม่ให้บอก ฮิบาริก็คิดถึงสาเหตุอื่นที่ทำให้ชายชุดสูทเบื้องหน้าคิดหลอกเขาอีกไม่ออก



..นี่ไงล่ะข่าวคราวของม้าพยศ..


..ที่เขาว่ากันว่าคนโกหกมักไม่ยอมสบตาอาจจะเป็นจริงก็ได้..




---------------------


เมืองนามิโมริในวันนี้ยังสงบสุขเหมือนเช่นเคย ไม่มีความจำเป็นอะไรที่หัวหน้าผู้คุมกฏต้องลงมาเดินตรวจเมืองด้วยตัวเองเลย หลังผละมาจากโรมาริโอ้โดยไม่ได้ซักไซร้ถามความจริงมากไปกว่านั้น ฮิบาริจึงมาเดินตรวจเมืองตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก ทุกอย่างเรียบร้อยเงียบสงบอย่างที่น่าจะพึงพอใจ ไม่มีอันธพาลกวนเมือง ไม่มีพวกรีดไถ ไม่มีการทะเลาะต่อยตีกันเองสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ทว่าฮิบาริกลับรู้สึกงุ่นง่านใจอย่างบอกไม่ถูก


เจ้าของเรือนผมดำขลับทิ้งตัวลงบนม้านั่งหน้าร้านขายไอศครีมอย่างถือสิทธิ์ ขณะเหม่อมองไปยังอีกฟากฝั่งของถนนอย่างไร้จุดหมาย แม้จะใกล้ช่วงโกลเด้นวีคเต็มทีแล้ว แต่ผู้คนในเมืองนามิโมริยังขยันกับการทำมาหากินราวกับไม่รู้วันรู้คืน ร้านค้าสองฝั่งถนนไม่มีร้านใดเลยที่ปิดทำการ หรือแปะป้ายลดราคาเพื่อขายสินค้าให้หมดก่อนไปเที่ยวในวันหยุดยาวเลยแม้แต่ร้านเดียว


ดวงตาสีรัตติกาลมองภาพเหล่านั้นโดยไร้ซึ่งความรู้สึกใด เหตุการณ์คาดไม่ถึงเมื่อครู่ทำให้ตกใจจนในหัวขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก ดีโน่ คาบัคโรเน่คือผู้ชายคนสุดท้ายในโลกที่ฮิบาริเชื่อว่าจะโกหก ปกติแม้ไม่ถาม อีกฝ่ายก็เอาแต่เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ของตัวเองให้ฟังจนน่ารำคาญ ทั้งเรื่องงาน ครอบครัว เพื่อนสนิท ความลับในวัยเด็ก หรือแม้กระทั่งความฝันในอนาคตอันน่าอายว่าจะเกษียณตัวเองจากการเป็นมาเฟียแล้วย้ายมาอยู่ด้วยกันที่ญี่ปุ่น

ทั้งที่เชื่อมาตลอดว่านอกจากตัวเขาเองคงไม่มีใครรู้เรื่องของดีโน่ได้มากเท่านี้อีกแล้ว ถ้อยคำที่ทำใจให้เชื่อได้ยาก และการติดต่อซึ่งขาดหายไปอาทิตย์กว่าทำให้ความมั่นใจที่เคยมีมาตลอดเริ่มสั่นคลอน ได้แต่หวังว่าสิ่งที่สังหรณ์ใจจากท่าทางอันผิดปกติของโรมาริโอ้จะไม่เป็นจริง


เขาอยากรู้ความจริง หากแต่เมื่อครู่กลับกลัวเกินกว่าจะถามออกไป


ดีโน่คุณอยู่ที่ไหนกันแน่







" ได้เลยจ้าพ่อหนุ่ม เชื่อมือป้าเถอะ "

เสียงตะโกนลั่นถนนดังมาจากร้านขายผักซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก เรียกให้ฮิบาริหลุดออกจากภวังค์หันไปสนใจต้นตอเสียง ดวงตาที่ไร้ซึ่งความรู้สึกจนถึงเมื่อครู่เบิกกว้างด้วยความตกใจ ชายร่างสูงโปร่งในเสื้อโค๊ทสีเขียวที่คุ้นตายืนอยู่ข้างแผงขายผัก กำลังคุยกับสาวร่างอวบวัยกลางคนด้วยท่าทางสนิทสนมตามนิสัยเข้ากับคนง่ายของเจ้าตัว


" ขอบคุณมากครับ คุณป้าใจดีคุยง่ายอย่างที่คิดไว้จริงๆด้วย " เรือนผมสีทองสว่างสะท้อนแสงแดดเป็นประกายขณะส่งรอยยิ้มกว้างให้ หญิงตรงหน้าอยากจะย้อนวัยกลับไปเป็นสาวอีกครั้ง แล้วจีบชาวต่างชาติคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียเลย


" ถ้างั้นอย่าลืมที่ตกลงกันไว้นะครับ "

ดีโน่กล่าวสรุปบทสนทนาแล้วเดินเข้าไปยังร้านขายของชำซึ่งอยู่ถัดไป โดยไม่ทันได้สังเกตถึงตัวตนของเด็กหนุ่มผู้เฝ้ามองอยู่ตลอด ด้วยระยะห่างที่ไกลเกินไปทำให้ฮิบาริไม่ได้ยินบทสนทนาของดีโน่กับเจ้าของร้านขายของชำ จวบจนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงกว่าที่ชายหนุ่มจะเดินมาและตรงไปยังบ้านคนซึ่งอยู่ติดกัน ก่อนจะกดออดด้านหน้าประตูบ้านอย่างไม่ลังเล พูดอะไรอยู่สองสามประโยคก็ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปด้านใน


ความจริงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้ฮิบาริเลิกเสียเวลาที่จะสังเกตุการณ์ต่อ บอสหนุ่มผู้มีงานล้นหัวอยู่ตลอดว่างมากถึงขนาดใช้เวลาอันมีค่าเพื่อผูกมิตรกับชาวนามิโมริ แต่ไม่มีเวลาแวะไปหาเขา หรือแม้กระทั่งส่งข้อความไปหาเหมือนที่เคยทำมาตลอด


..ไหนล่ะที่ว่าติดงานอยู่อิตาลี..



ฮิบาริ เคียวยะเกลียดคนโกหกยิ่งกว่าสัตว์กินพืชอ่อนแอที่ชอบสุมหัวกัน ทั้งโกรธทั้งเกลียดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด


--------------



เครื่องจักรสังหารวัตถุสีทอง..


นั่นเป็นฉายาที่ชาวนามิโมริใช้เรียกฮิบาริลับหลัง ตั้งแต่2วันที่แล้วที่ผู้คุมกฎจอมโหดไล่ฟาดเด็กหนุ่มผมสีทองซึ่งเดินเข้ามาในรัศมีสายตาเป็นคนแรก นับแต่นั้นเป็นต้นมาผู้เคราะห์ร้ายที่บังเอิญมีของอะไรก็ตามแต่เป็นสีทอง จะถูกจัดการชนิดที่ต้องขยาดไปอีกนาน 2วันที่ผ่านมามีผู้เสียหายจากการอาละวาดใหญ่ครั้งนี้ไปแล้วหลายสิบคน

ชายวัยกลางคนที่กำลังวิ่งหนีเจ้าของแววตาอาฆาดมาดร้าย ซึ่งไล่ตามหลังมาอย่างไม่ลดละคนนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน เพียงเพราะเผลอเรอไม่เก็บปากกาซึ่งมีตัวแท่งเป็นสีต้องห้ามของเมืองให้ดีก่อนออกจากที่ทำงาน กลับเหน็บไว้ในกระเป๋าเสื้อด้วยความเคยชินและออกจากบริษัทมาทั้งอย่างนั้น


สุดจะคาดเดาถึงต้นตอของอารมณ์ฉุนเฉียวในครั้งนี้ได้..


" คิดว่าจะหนีผมพ้นเหรอ " ฮิบาริกดเสียงต่ำขณะไล่ต้อนเหยื่อผู้น่าสงสารไปยังมุมตึก ชายคนนั้นขว้างปากกาในมือทิ้งไปเต็มแรงก่อนจะเอ่ยอ้อนวอน

" เดี๋ยวก่อน อย่าทำฉันเลย ขอร้องล่ะ "

" สีทองถือเป็นสีต้องห้ามของนามิโมริ ผู้ที่ไม่รู้กฎนี้ต้องได้รับโทษ " ผู้พูดสาวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ไล่ต้อนให้อีกฝ่ายถอยร่นไปจนหลังติดกำแพง


" แต่ฉันก็ทิ้งไปแล้วไง! "

ผู้ล่ามีหรือจะเสียเวลาฟังเหยื่อ ฝ่ามือเรียวเงื้อทอนฟาในมือขึ้น ทว่าก่อนจะได้จัดการให้สาสมกับโทษครั้งนี้ ฮิบาริก็ได้ยินเสียงคนกลุ่มใหญ่คุยกันเสียงดังจากทางด้านหลังจนต้องหันไปมอง แล้วเขาก็พบวัยรุ่นย้อมผมทองทั้งหัวหลายคนผู้อาจหาญท้าทายกฎกำลังจะเดินผ่านไป..ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ 

เด็กหนุ่มผละไปจากมุมตึกแห่งนั้นอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงพนักงานบริษัทซึ่งรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อระบายอารมณ์ได้อย่างหวุดหวิดไว้เพียงลำพัง ถัดไปไม่ไกลนักในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ชายชาวต่างชาติสองคนกำลังปรึกษาอะไรบางอย่างกันอยู่ในมุมอับของร้าน



" ปล่อยไว้อย่างนี้จะดีเหรอบอส " โรมาริโอ้มองเด็กหนุ่มผมดำกำลังไล่ตามเหยื่อรายใหม่ ก่อนจะหันกลับมามองคู่สนทนา

" ไม่เป็นไรหรอก เคียวยะก็แค่หงุดหงิดเท่านั้นแหละ "

" แค่หงุดหงิด!? ไม่ใช่โดนจับได้ว่าแอบมาญี่ปุ่นแล้วเหรอ ฉันบอกบอสแล้วนี่ว่าให้ปลอมตัวก่อนออกไปข้างนอก อย่าคิดว่าเลือกไปไหนมาไหนตอนกลางวันแล้วเคียวยะจะไม่มีทางรู้นะ นี่มันนามิโมริ สายของเคียวยะมีเยอะยิ่งกว่าตาสัปปะรดซะอีก " 

" ไม่โดนจับได้หรอกน่า หลายวันมานี่ฉันระวังตัวอย่างดีเลยนะ "

ฝ่ามือใหญ่หยิบหมวกใบโตกับแว่นกันแดดสีดำด้านข้างขึ้นมาอวดถึงความพยายามในการพรางตัวของตน แต่ผู้สูงวัยกว่ากลับไม่รู้สึกชื่นชมเลยสักนิด


" หลายวันที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่ตั้งแต่วันแรกที่กลับมาเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่น ก่อนหน้านั้นถ้าโดนเคียวยะเห็นเข้าก่อนแล้วจะทำยังไง วันก่อนฉันก็เพิ่งโดนเคียวยะเจอตัวแถมยังถามถึงบอสด้วย ดีที่ฉันหลอกไปว่าบอสไม่ได้มาด้วย "

พูดจบชายวัยกลางคนก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด รู้สึกเหมือนอายุตัวเองจะหดสั้นลงกว่าเดิมเมื่อดีโน่ไม่เพียงไม่มีท่าทีสำนึกกลับทำตาเป็นประกายกับคำบ่นเมื่อครู่เสียอีก


" เคียวยะถามหาฉันเหรอ!? ถามว่าอะไร แล้วเคียวยะทำหน้ายังไง "

" ทำหน้าเฉยๆเหมือนเดิมนั่นแหละ " ลูกน้องคนสนิทตอบกลับเสียงเนือยๆ

" นั่นแหละเคียวยะ! คงจะอายที่ถามหาฉันกับคนอื่นเลยพยายามไม่แสดงความรู้สึกออกมา เคียวยะน่ารักจริงๆ~ เสร็จเรื่องแล้วเดี๋ยวไปกอดให้หายคิดถึงเลย "


ดีโน่เปลี่ยนตัวเองเข้าโหมดเพ้อลูกศิษย์คนโปรดเพราะประโยคง่ายๆจนไม่สนใจใครไปเสียแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่างตรงที่ๆฮิบาริวิ่งผ่านเมื่อครู่ ลูกน้องคู่ใจมองภาพนั้นแล้วรู้สึกคล้ายเห็นหัวใจสีชมพูบินว่อนอยู่ในบรรยากาศ ก่อนจะถอยหายใจออกมาอีกรอบอย่างหน่ายใจ




..น่ากลัวว่าจะเป็นโดนฟาดจนตายมากกว่าจะได้กอดให้หายคิดถึงน่ะสิ..



--------------



" เคียวซัง วันนี้วันหยุดไม่จำเป็นต้องมาโรงเรียนก็ได้ีนี่ครับ "

คุซาคาเบะวิ่งตามหลังฮิบาริเข้ามาในประตูโรงเรียนขณะพยายามเอ่ยห้ามไปด้วย วันคืนที่เรียกได้ว่าเป็นนรกบนดินสำหรับชาวนามิโมริยังดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงโกลเด้นวีคที่ใครหลายคนเฝ้าคอย ทั้งที่เริ่มหยุดยาวมาได้หลายวันแล้ว แต่หัวหน้าคณะกรรมการรักษากฎยังมาปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนซึ่งร้างผู้คนเป็นประจำทุกวันไม่มีขาดตกบกพร่อง

หากฮิบาริมาทำงานอย่างเดียวไม่เผลอแวะขย้ำใครสักคนโดยไร้เหตุผล จนความสงบสุขที่มีอยู่ค่อยๆเลือนหายไปก็คงดี เจ้าของทรงผมแปลกตาซึ่งทำหน้าที่เป็นมือขวาจึงต้องรับภาระหนัก ในการห้ามฮิบาริไม่ให้ออกมานอกบ้่าน



แต่ดูเหมือนจะไร้ผล..




" หยุดพูดได้แล้ว จะทำอะไรมันก็เรื่องของผม "

ร่างผอมบางสาวเท้าเดินเข้าไปด้านในตึกให้เร็วขึ้นเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังห้องรับแขก ทว่าฮิบาริกลับได้ยินเสียงคล้ายคนกำลังคุยกันดังมาจากทางเดินที่น่าจะไร้คน มีเสียงคนคุยกันนั่นย่อมหมายถึงการสุมหัว เรียวปากบางคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางไปยังกลุ่มคนที่กำลังจะกลายเป็นเหยื่อระบายอารมณ์รายแรกของวัน

 

ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งได้ยินชัดเจนขึ้นทุกที น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ดังกังวาลเจือเสียงหัวเราะคล้ายเจ้าของกำลังอารมณ์ดี



" ตกลงตามนี้แล้วกันนะรีบอร์น ฉันไปบอกพวกสึนะด้วยตัวเองแล้วล่ะ "

" แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะเฟร้ย " รีบอร์นพยักหน้ารับ

" โอ้ส! ขอบใจมาก "


สิ่งแรกที่เห็นคือเรือนผมสีโดดเด่นกับรอยยิ้มกว้างอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ตรึงร่างทั้งร่างให้หยุดนิ่ง ภาพร่างสูงโปร่งยืนคุยกับอดีตอาจารย์ของเจ้าตัวเป็นการย้ำความจริงได้ดียิ่งกว่าเห็นม้าพยศเดินแวะเวียนไปทั่วนามิโมริเมื่อหลายวันก่อนเสียอีก

ความจริงที่เป็นดั่งคมมีดทิ่มแทงไปทั่วร่างว่าหัวหน้ามาเฟียคนนี้ให้ความสำคัญกับทุกคนยกเว้นฮิบาริเพียงคนเดียว ดั้นด้นมาถึงเมืองนามิโมริ มีเวลาทักทายชาวบ้าน และมาเยี่ยมคนรู้จักอย่างรีบอร์น แต่กลับไม่ใส่ใจที่จะมาหา ไม่แม้แต่จะส่งข่าวมาบอก กลับโกหกทำเมินเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน



ใครต่อใครต่างก็บอกว่าฮิบาริแข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร แต่ความจริงแล้วผู้คุมกฏที่ทุกคนเกรงขามนั้นอ่อนแอกว่าที่คิดนัก หลายวันที่ผ่านมานับตั้งแต่เจอดีโน่ในเมืองเข้าโดยบังเอิญ ไม่มีวันใดเลยที่เด็กหนุ่มจะรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งเหมือนที่ผ่านมา เขาไม่กล้าไปหาเจ้าหนูหรือแม้กระทั่งไปถามหาความจริงจากเจ้าตัว

เพราะกลัวคำตอบเกี่ยวกับการพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจึงได้แต่หนี และระบายความเกรี้ยวกราดในความอ่อนแอขี้ขลาดของตนลงกับอะไรก็ตามที่มีจุดเชื่อมโยงถึงเรือนผมสีทองซึ่งเป็นดั่งตัวแทนของดีโน่ ครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขาคิดจะหนีจากความจริงซึ่งชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ แต่ดูเหมือนจะช้าไปเมื่อดีโน่และรีบอร์นได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวเข้าเสียแล้ว



" เคียวยะ.." ชายชาวอิตาลีดูเหมือนจะตกใจไม่น้อยที่เจอคนที่เลี่ยงมาตลอดสัปดาห์กว่า

" ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ "

ในเมื่อได้เจอกันอย่างนี้แล้ว ฮิบาริจึงตัดสินใจถามสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ และไม่กล้าถามเอากับใครมาตลอดออกไป


" ทำไมน่ะเหรอ..เอ่อ.." ดวงตาสีน้ำตาลกรอกไปมาขณะใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนจะคิดถึงความเท็จที่โรมาริโอ้บอกเด็กหนุ่มตรงหน้าได้

" ฉันเพิ่งมาถึงญี่ปุ่นเมื่อวานนี้ คือ....ตามโรมาริโอ้มาน่ะ "

ชายหนุ่มพยายามบังคับเสียงให้เรียบเฉยที่สุด ทว่าดีโน่คงเป็นผู้ชายที่โกหกได้แย่ที่สุดในโลก น้ำเสียงที่เปล่งออกไปถึงดูติดขัดและผิดธรรมชาติเป็นอย่างมาก แต่แม้ดีโน่จะตบตาคนได้เก่งสักแค่ไหนคงไม่อาจทำให้ฮิบาริเชื่อได้ เนื่องจากความจริงที่เห็นกับตาน่าเชื่อถือกว่าคำพูดเลื่อนลอยไร้หลักฐานยืนยันเป็นไหนๆ



" เมื่อหลายวันก่อนผมเจอคุณในเมือง ประมาณหนึ่งอาทิตย์กว่าก่อนหน้านี้เจ้าหนูบอกผมว่าคุณกำลังจะถึงญี่ปุ่น "



ถ้อยประโยคบอกเล่าคล้ายพูดไปเรื่อยเปื่อยไม่ต้องการคำตอบอะไร แต่สำหรับดีโน่แล้วเหมือนมีดประหารเลยก็ว่าได้ ทั้งที่อากาศไม่ได้ร้อนอะไรมากนัก แต่มือทั้งสองข้างกลับเปียกชื้นขึ้นมา เขาพยายามจ้องมองเข้้าไปยังดวงตาสีดำสนิท และก็พบว่าได้ทำเรื่องผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงเข้าให้แล้ว


..อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อย่างนั้นสิเคียวยะ..



" ขอโทษที่โกหก.."



..คุณยอมรับออกมาแล้วว่าโกหก ไม่ใช่การเข้าใจผิดคิดไปเองจริงๆด้วย..



ในตอนนี้ฮิบาริไม่ต้องการแม้แต่จะมองหน้าชายตรงหน้าอีกต่อไป ไม่อยากย้ำเตือนว่ามีตัวตนที่ชื่อดีโน่อยู่ในโลกใบนี้..ดีโน่ที่ไม่สนใจกันแล้ว

อันที่จริงต้องรู้สึกขอบคุณชาวอิตาลีคนนี้เสียด้วยซ้ำที่อดทนกับเด็กเรื่องมากอย่างเขาได้นานเกือบครึ่งปีโดยไม่ปริปากบ่นอะไร ยิ่งไปกว่านั้นพอจะตัดความสัมพันธ์ยังเลือกใช้วิธีที่ทำร้ายจิตใจกันน้อยที่สุดด้วยการโกหกกันแบบนี้ บางทีถ้าดีโน่โทรมาตามตรงบอกว่าทนเด็กเอาแต่ใจ ไม่รู้จักเอาใจคนอื่้นอย่างฮิบาริไม่ได้ เขาอาจจะเผลอร้องไห้อ้อนวอนดีโน่ไม่ให้ทิ้งไปก็เป็นได้



..อย่างน้อยคุณก็ยังใจดีกับผมจนวินาทีสุดท้าย



" กลับไปซะ ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ "




..ในเมื่อทุกอย่างชัดเจนเสียขนาดนี้ก็เหลือแค่ต้องทำใจเท่านั้น


--------



" บอสแน่ใจนะว่าทำแบบนี้แล้วจะไม่เป็นไรจริงๆ "

โรมาริโอ้ถามด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางเหลือบมองนามิโมริซึ่งกำลังถูกแปลงโฉมโดยชาวเมืองทุกคนโดยมีบอสของเขาเป็นผู้คุมงาน

ราวกับมีการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บ้านเรือนรวมไปถึงร้านรวงทุกหลังถูกประดับด้วยสายรุ้งและกระดาษหลากสีจำนวนมาก ผ้าสีขาวผืนใหญ่ี่ที่เหมือนเตรียมมาเพื่อจะเขียนข้อความอะไรบางอย่างลงไปถูกผูกอยู่บนระเบียงชั้นสองของบ้านบางหลัง ทางเดินครึ่งหนึุ่งของถนนมีกองสายรุ้งซึ่งยังไม่ได้ใช้งานวางกองสุมกันอยู่เต็มไปหมดทั้งที่เมื่อวานยังไม่มี


" แน่ใจสิ "

ดีโน่ที่กำลังติดสายรุ้งเข้ากับแผงขายผักกล่าวตอบ แววตาสีน้ำตาลแลดูมุ่งมั่นและตั้งใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นอย่างมาก ขณะที่หญิงเจ้าของร้านขะมักเขม้นอยู่กับการจัดแต่งข้าวกล่องขนาดใหญ่ตรงหน้าด้วยผักหลากสีสัน ตามที่ได้ตกลงไว้ว่าจะทำให้เมื่อหลายวันก่อน แครอทชิ้นเล็กชิ้นน้อยถูกวางเรียงกันเป็นตัวอักษรอ่านได้ใจความเป็นคำอวยพรวันเกิดถึงใครบางคนซึ่งยังไม่ปรากฎชื่อ เนื่องจากผลงานชิ้นนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์



" ถ้าจะฉลองวันเกิดทำไมไม่ฉลองกันสองคนล่ะ วางแผนให้ยุ่งยากจนกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดแบบนี้คุ้มกันแล้วเหรอ "

เป็นอีกครั้งในรอบอาทิตย์กว่าที่โรมาริโอ้ระบายลมหายใจออกมายาวเหยียด หนึ่งเดือนที่แล้วอยู่ๆบอสอ่อนวัยผู้นี้ก็ประกาศลั่นว่าจะจัดงานฉลองวันเกิดให้คนรัก ชนิดที่เจ้าของวันเกิดจะต้องจดจำไม่รู้ลืม โดยเริ่มจากส่งข้อความข้ามทวีปหลอกไปว่าจะมีงานยุ่งมากไปอีกสักพัก เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสงสัยหากเสียเวลาเตรียมงานจนไม่มีเวลาติดต่อไปหา ทันทีที่สะสางงานกองโตเท่าภูเขาอย่างหามรุ่งหามค่ำเสร็จภายในเวลาหนึ่งอาทิตย์ดีโน่ก็บินไปยังนามิโมริทันที


จากนั้นแผนที่สองจึงเริ่มต้นขึ้น นับตั้งแต่มาถึงญี่ปุ่นไม่มีวันใดเลยที่บอสหนุ่มผู้มากด้วยอัธยาศัยจะไม่แวะเวียนไปทักทายผู้คนในเมืองเล็กๆแห่งนี้ เพื่อชักชวนให้ทุกคนร่วมฉลองวันเกิดให้หนุ่มน้อยผู้คุมกฎ ซึ่งอุทิศชีวิตเพื่อรักษาความสงบให้แก่เมืองมาตลอด


ในตอนแรกเป็นธรรมดาที่จะมีผู้คัดค้านเนื่องด้วยหวั่งเกรงในกฎห้ามสุมหัวอันเป็นที่รู้กัน ทว่าเมื่อชายชาวต่างชาติรับปากจะดูแลความปลอดภัยของทุกคนให้หากเจ้าของวันเกิดอาละวาด ชาวเมืองจึงเริ่มอุ่นใจและยอมรับข้อเสนอในที่สุด



โดยไม่ทันได้ล่วงรู้ว่าอดีตอาจารย์หาเรื่องเล่นสนุก โดยบอกข่าวการมาญี่ปุ่นให้เจ้าถิ่นนามิโมริทราบไปเรียบร้อยแล้ว




..ข่าวลือที่ว่าคนในเมืองมีแต่จะหวาดกลัวเคียวยะเป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปากเท่านั้น..


ดีโน่เข้าใจสิ่งนี้ในทันทีที่ได้ลงไปคลุกคลีกับชาวเมืองอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาสัปดาห์กว่าๆที่ผ่านมา เด็กนักเรียนธรรมดาที่พยายามจะรักษากฎด้วยกำลังในแบบของตัวเอง อาจดูน่ากลัวอยู่ก็จริง  หากแต่การกระทำเหล่านั้นก็ไม่ได้สูญเปล่าเมื่อผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ที่ต้องระวังมีเพียงอย่าไปยุ่มย่ามเรื่องของฮิบาริมากจนเกินไปเท่านั้น

หากว่ากันตามจริงแล้วมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากกล่าวขอบคุณฮิบาริ ทว่าก็กลัวทอนฟาจนไม่กล้าพูดออกไป แผนจัดงานวันเกิดจึงกลายเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อผู้คุมกฏตัวน้อยคนนี้บ้าง


" ฉันอยากให้ทุกคนในเมืองที่เคียวยะรักร่วมฉลองด้วย "

" แต่เมื่อวานเคียวยะถึงกับไล่บอสเลยนะ "

ชายหนุ่มแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินประโยคนั้น และเดินเข้าไปช่วยคุณลุงที่ยืนอยู่ใกล้ๆกันนั้นเตรียมป้ายผ้าสีขาวซึ่งมีไว้ให้ทุกคนเขียนคำอวยพร ขณะครุ่นคิดถึงเรื่องเมื่อวานไปด้วย เขาไม่เคยเห็นลูกศิษย์คนนี้แสดงสีหน้าราวกับผิดหวังอะไรมากขนาดนั้นมาก่อน ดีโน่เองรู้ดีอยู่แก่ใจว่านี่เป็นครั้งแรกที่โกหกฮิบาริ ด้วยความมั่นใจว่าทุกอย่างจะไปได้สวยจึงได้ตัดสินใจปั้นแต่งเรื่องขึ้นมาตบตา แต่กลับกลายเป็นว่าได้ทำร้ายคนที่เขารักที่สุดไปเสีย ได้แค่หวังว่าเมื่อทุกอย่างคลี่คลายเด็กน้อยของเขาจะยอมให้อภัย



..เคียวยะจะยังเชื่อใจฉันอยู่มั้ย..


ฉันไม่ควรโกหกนายเลย



---------------



วันที่4พฤษภาคมเป็นวันที่ฮิบาริรู้สึกเหงายิ่งกว่าวันไหนๆ เพิ่งจะเมื่อวานนี้เองที่เอ่ยปากไล่คนต่างถิ่นชาวอิตาลีออกไป และหนีกลับมาโดยไม่ยอมฟังอะไรอีก ไม่จำเป็นต้องฟังอะไรมากไปกว่านี้อีก มีแต่จะทำลายความทรงจำที่เคยมีร่วมกันมาเสียเปล่าๆ ยามที่ดวงตะวันเคลื่อนตรงศรีษะคือเวลาที่ฮิบาริตัดสินใจออกไปตรวจเมืองเหมือนเช่นที่ทำมาตลอด


ฮิบาริรู้สึกเหมือนความอดทนที่เหลือน้อยอยู่แล้วกำลังจะหายไป เมื่อก้าวพ้นประตูบ้านมาเจอกับนามิโมริในรูปแบบใหม่ ไม่ต้องเสียเวลาถามหาสาเหตุเอากับคนแถวนั้น เขาก็เจอเจ้าของความคิดพิลึกพิลั่นนี้แล้ว บอสมาเฟียในชุดเดิมอันคุ้นตาวิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ทีไปทั่วเมือง เพื่อคอยดูแลความเรียบร้อยและแนะนำว่าควรจะตกแต่งอะไรยังไงปรากฎอยู่เบื้องหน้านี่เอง นั่นทำให้ความอดทนขาดสะบั้นได้อย่างง่ายดาย


คุณกำลังก่อกวนเมืองของผมให้กลายเป็นอย่างที่ต้องการเหรอไง กล้าดีมากที่บังอาจมายุ่มย่ามในนามิโมริทั้งที่เมื่อวานผมไล่ไปแล้วแท้ๆ..น่าโมโหที่สุด


" ดีโน่ คาบัคโรเน่ คุณกล้าดียังไงมาสร้างความวุ่นวายในเมืองของผม" เด็กหนุ่มเดินตรงเข้าไปหาเป้าหมายเหมือนไม่เคยมีเรื่องผิดใจอะไรกันมาก่อน หรือก็คือเหมือนคนโกรธจนเลือดขึ้นหน้าไม่สนใจอะไรแล้วทั้งนั้น


" เคียวยะ เรื่องเมื่อวาน...." ผู้ถูกเรียกเมื่อหันกลับไปเห็นก็ทำหน้าดีใจเสียเต็มประดา ปราดเข้าไปหมายอธิบายทุกอย่างให้เข้าใจ ทว่ากลับถูกสวนด้วยท่อนเหล็กอย่างรวดเร็วจนแทบหลบไม่ทัน

" จะขย้ำให้ตาย " ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงขณะกระชับทอนฟาในมือ ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีชายชาวต่างหน้าตรงหน้าอีกครั้ง

" ดะ..เดี๋ยวก่อนสิเคียวยะ! "

ฝ่ามือใหญ่หยิบอาวุธคู่กายออกมาทันก่อนที่จะโดนท่อนเหล็กทำร้ายร่างกายเอาได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าโรมาริโอ้ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนักดีโน่ก็ไม่ใช่ไอ้ขี้แหยไม่ได้เรื่องอีกต่อไป ฉายาม้าพยศไม่ใช่เพียงชื่อที่ตั้งเพื่อให้ดูน่าเกรงขาม ทว่าเจ้าของนามนั้นก็มีความแข็งแกร่งสมชื่อด้วยเช่นกัน ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ฮิบาริฟาดทอนฟาใส่แต่กลับถูกปลายแส้ตวัดกลับไปเสียทุกครั้ง ราวกับตราบใดที่คู่่ต่อสู้ไม่ยอมเขาจะไม่มีวันบุกเข้าประชิดตัวเพื่อโจมตีได้เลย




" ขอโทษด้วยนะครับโรมาริโอ้ซัง " ชายวัยกลางคนชาวอิตาลิซึ่งกำลังยืนดูการต่อสู้อยู่หันไปตามเสียงเรียกของคุซาคาเบะ ที่มายืนอยู่ข้างๆตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

" ผมเห็นว่าสายมากแล้วเคียวซังยังไม่ออกมาจากบ้านสักที เลยนึกว่าวันนี้อาจจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่นึกว่าจะออกมาข้างนอกตอนที่ผมคลาดสายตา ขอโทษด้วยครับทั้งที่รับปากไว้แล้วว่าจะกันไม่ให้เคียวซังออกจากบ้านวันนี้โดยเด็ดขาด "


ผู้อ่อนวัยกว่าเอ่ยคำขอโทษพร้อมอธิบายที่ทำหน้าที่บกพร่อง คุซาคาเบะเพิ่งรู้แผนจัดงานวันเกิดทั้งหมดจากโรมาริโอ้เมื่อวานนี้เอง และเขาก็รับปากจะให้่ความร่วมมือด้วยความยินดี แผนการอาจจะเสียรูปไปบ้างเพราะการเล่นสนุกของรีบอร์น แต่คุซาคาเบะก็ตั้งใจว่าจะช่วยอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกอย่างสำเร็จลงได้ด้วยดี หากแต่การเตรียมการทั้งหมดอาจต้องสูญเปล่าเพราะความเลินเล่ออย่างไม่น่าให้อภัยตัวเองได้


ยังไม่ทันที่โรมาริโอ้จะทันได้เอ่ยปลอบอะไรคู่สนทนา การต่อสู้ที่เผลอละสายตามาก็จบลงในชั่วพริบตา เมื่อปลายแส้สะบัดโดนเรียวขาบางจนเจ้าของร่างเสียหลักล้มลงบนพื้น ผู้ชนะตวัดแส้อีกครั้งเพื่อยึดทอนฟาที่ฮิบาริทำหล่นไว้เมื่อครู่เอาไว้ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปดูอาการทันที


" เคียวยะเป็นอะไรหรือเปล่า! "


ฮิบาริรู้มาตลอดว่าดีโน่แข็งแกร่งมาก ไม่อย่างนั้นคงเป็นอาจารย์ให้ไม่ได้ แต่ไม่มีครั้งใดที่ดีโน่จะเอาจริงถึงขนาดจบการต่อสู้ในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยการตวัดแส้เพียงไม่กี่ครั้งแบบนี้



ฮิบาริสนใจแต่ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น

แต่ตอนนี้เขาเกลียดผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอย่างดีโน่เหลือเกิน

เกลียดที่ไม่สามารถทำอะไรคนๆนี้ได้เลย



..ยิ่งรักมากยิ่งโกรธยิ่งเกลียดมากเห็นจะจริง..



" อย่ามาจับตัวผม " ฝ่ามือที่หยิบยื่นให้ถูกปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนร่างเพรียวจะยันกายลุกขึ้นยืน ฮิบาริถอยหลังออกห่างจากดีโน่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม และเรียกลูกน้องคนสนิทด้วยเสียงอันดัง

" คุซาคาเบะจัดการนามิโมริให้เป็นเหมือนเดิมเดี๋ยวนี้! "

" แต่ว่าเคียวซัง....." คุซาคาเบะทำสีหน้าลำบากใจเป็นอย่างมากกับคำสั่งที่คาดไม่ถึง



" นี่เป็นคำสั่ง! "


ผู้ใต้บังคับบัญชาจำต้องโค้งให้ชายชาวต่างชาติทั้งสอง ที่มองมาด้วยสายตาคล้ายจะขอร้องไม่ให้ทำตามคำสั่งนั้นเป็นเชิงขอโทษ ก่อนจะเริ่มลงมือปลดทุกอย่างที่ประดับอยู่ตามบ้าน ต้นไม้และถนนออก อาจมีชาวบ้านบางคนพยายามเข้ามาห้ามปราม แต่เมื่อถูกฮิบาริซึ่งยืนเฝ้าอยู่ตลอดเวลาตวัดสายตามอง พวกเขาก็ได้แต่เก็บความจริงเอาไว้ในใจด้วยความหวาดกลัวเท่านั้น เด็กหนุ่มไม่สนใจดีโน่ที่พยายามจะอธิบายเรื่องทุกอย่างให้ฟังแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นไม่สะท้อนภาพร่างสูงโปร่งอยู่อีก เรือนร่างผอมบางไม่ยอมให้สัมผัสได้อีกต่อไปแล้ว


จวบจนกระทั่งเมื่อดวงตะวันทอแสงสีส้ม ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมฮิบาริจึงแสดงท่าทีพึงพอใจออกมา


..ผมไม่ยอมให้คุณมายุ่งกับนามิโมริแน่



" เคียวยะ.." อีกครั้งที่ดีโน่พยายามเรียก


" คนต่างชาติหวังว่าพรุ่งนี้ผมจะไม่เห็นคุณในนามิโมริอีก "

ดวงตาสีน้ำตาลทอดมองผู้ที่หันหลังเดินจากไปจนสุดสายตาด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ทุกอย่างที่จัดเตรียมมาเป็นเวลาหลายอาทิตย์กลับกลายเป็นศูนย์ เพราะตัวเขาเองที่หลงผิดคิดไปโกหกเด็กที่ซื่อตรงยิ่งกว่าอะไรอย่างฮิบาริเข้า ไม่เพียงแค่งานวันเกิดล่ม หากแต่ความรักระหว่างพวกเขาก็พังยับเยินไม่มีชิ้นดีไปด้วย




..คนต่างชาติ คำนี้ๆช่างเจ็บปวดเหลือเกิน..




แต่อย่าได้คิดว่าดีโน่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ




----------------------------------


..พรุ่งนี้คือวันสุดท้ายของโกลเด้นวีค..


ฝ่ามือเรียวหยิบปากกาขึ้นกากบาททับลงบนเลข4ในหน้าปฏิทิน อีกไม่ถึงชั่วโมงจะถึงวันเด็กผู้ชาย กระนั้นฮิบาริกลับไม่ใส่ใจเท่าใดนัก ที่คิดมีเพียงภาวนาให้วันพรุ่งนี้ผ่านไปโดยเร็ว กิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคยจะได้กลับคืนมาเสียที ชีวิตที่มีแต่งานคณะกรรมการและการขย้ำผู้ทำผิดกฎ เหมือนเมื่อตอนยังไม่ได้เจอชาวต่างชาติน่ารำคาญที่ไหน

เด็กหนุ่มดับไฟบนหัวเตียงแล้วแทรกตัวเข้าไปในผืนผ้าห่ม เปลือกตาบางปิดลงช้าๆ ทว่าความฝันที่ฮิบาริเพิ่งดำดิ่งลงไปได้ไม่นาน กลับถูกรบกวนด้วยเสียงคล้ายหน้าต่างถูกงัดแงะและเลื่อนเปิดออก


..ขโมย ?


ท่อนแขนเรียวควานไปยังโต๊ะข้างหัวเตียงหวังจะหยิบอาวุธคู่ใจด้วยความเคยชิน แต่เมื่อพบกับความว่างเปล่าจึงคิดขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทวงคืนจากผู้ชนะศึกตอนกลางวัน ไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องรีบหยัดกายลุกขึ้นลงมายืนข้างเตียง ฮิบาริไม่อยากเสี่ยงหันหลังให้ผู้บุกรุกที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร และมีอาวุธอะไรบ้างในขณะที่ตนมีเพียงมือเปล่าในห้องที่มืดมิด จึงประจันหน้าเข้ากับร่างเงาสูงโปร่งซึ่งทันทีที่เข้ามาภายในได้แล้ว ก็สาวเท้ารุกเข้าหาเจ้าของห้องทันที


หมัดแรกที่ถูกส่งออกไปเพื่อป้องกันตัวหยุดชะงักลงกลางอากาศ เมื่อสายตาคุ้นชินกับความมืด และมองเห็นกลุ่มผมสีสว่างสะท้อนกับแสงจันทร์ซึ่งสาดส่องมาในห้อง ทำให้ฮิบาริรู้ว่าผู้บุกรุกไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน แต่ก็ใช่ว่าจะได้รับการยกเว้น ไม่กี่วินาทีถัดจากนั้นกำปั้นหลุนๆก็กระแทกเข้ากับลำตัวร่างด้านหน้าอย่างไม่ออมแรงเลยสักนิด


" อุ่ก.."

หมัดต่อไปไม่โดนเป้าหมายดังเช่นเมื่อครู่เมื่อดีโน่รีบถอยหลังไปยังสวิตซ์ไฟ ความสว่างจึงกลับคืนสู่ห้องอีกครั้ง หน้าต่างที่ถูกใช้เป็นทางเข้าเปิดกว้าง ฮิบาริไม่แปลกใจอะไรนักที่ผู้บุกรุกยามวิกาลเลือกใช้วิธีเข้าหาผิดปกติเช่นนี้ เป็นถึงหัวหน้ามาเฟียจะงัดหน้าต่างเข้าบ้านผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือยิงคนตายก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เจ้าของห้องทำตาขวางคล้ายสัตว์ล่าเนื้อยามไม่สบอารมณ์จ้องมองดีโน่ไม่วางตา


" เอ่อ...เส้นตายไล่ฉันกลับประเทศของเคียวยะคือพรุ่งนี้ใช่ม้า แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงพรุ่งนี้ ก็เลยมาหา...." น้ำเสียงที่เอ่ยตะกุกตะกักคล้ายคนไม่ัทันได้เรียบเรียงความคิดให้ดีเสียก่อน

" ต้องการอะไร "

รีมฝีปากซึ่งเม้มเป็นเส้นตรงคลายออก ได้ฟังคำถามนี้ดวงตาสีน้ำตาลซึ่งฉายแววว้าวุ่นจนถึงเมื่อครู่กลับดูหนักแน่นขึ้นจนฮิบาริสังเกตได้

" ฉันอยากมาขอโทษเคียวยะ " กระแสเสียงหนักแน่นเอ่ยทุกถ้อยคำชัดเจนไม่มีการลังเล กระนั้นผู้ฟังกลับมีสีหน้าประหลาดใจในสิ่งที่ได้ยิน ฮิบาริกอดอกและยืนพิงขอบเตียงเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย


" จะขอโทษอะไรล่ะ ในเมื่อคุณเบื่อผมก็เลิกกัน มันเป็นสิทธิ์ของคุณ ไม่จำเป็นต้องขอโทษเลยสักนิด  "

เด็กหนุ่มพูดออกมาตามหลักการและเหตุผลที่เข้าใจ เมฆาไม่ชอบการผูกมัดและจะไม่ผูกมัดผู้ใดไว้เช่นกัน หลายวันนี้เขาสับสนและอ่อนแอมามากพอแล้ว แต่วันนี้วินาทีนี้จะไม่มีฮิบาริ เคียวยะที่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป ในเมื่อแสดงท่าทางเหมือนอยากจัดการสะสางทุกอย่างให้เรียบร้อย  เขาก็จะช่วยสนองความต้องการนั้นให้ ทั้งสถานะต่อจากนี้ของคนทั้งสอง หรือความรู้สึกที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทว่าท่าทีของผู้บุกรุกกลับเปลี่ยนไปในลักษณะที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้


" ใครเป็นคนเป่าหูเคียวยะแบบนี้! "

ดวงตาสีน้ำตาลฉายแววอำมหิตอย่างผู้อยู่ในโลกเบื้องหลังขึ้นมาเกือบจะในทันทีที่ได้ยินคำพูดของร่างผอมบาง ชายหนุ่มรู้สึกราวกับเลือดในกายที่กำลังเดือดพล่านกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ฝ่ามือใหญ่คว้าท่อนแขนเรียวเอาไว้ทั้งสองข้างเหมือนกำลังสอบสวนนักโทษ ให้คายชื่อผู้ที่บังอาจปากมากใส่ความความรู้สึกที่เขามีต่อคนรักให้แปดเปื้อนบิดเบี้ยวไป


" อยู่ๆเป็นอะไรของคุณ "

" ฉันถามว่าใครมันเป็นคนบอกเคียวยะว่าฉันเบื่อ ว่าฉันต้องการจะเลิกกับนาย ใครมันกล้าดีถึงขนาดนั้น " เจ้าของดวงตาแข็งกร้าวขึ้นเสียงใส่อารมณ์ถามอย่างคนระงับอารมณ์ไม่อยู่ ทว่านั่นยิ่งส่งผลให้ความอดทนของฮิบาริหมดลงและเริ่มพร่างพรูความในใจออกมา

" ก็คุณไงล่ะม้าพยศ คุณไม่ใช่เหรอไงที่เบื่อเด็กเอาแต่ใจอย่างผม เลยโกหกแบบนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอกับผมอีก! "

" ว่าไงนะ!?"

 " ทำแบบนี้เพื่่อเป็นการบอกเลิกทางอ้อมไม่ใช่เหรอไง แล้วจะมาคาดคั้นเอาอะไรอีก ที่ต้องถามน่าจะเป็นผมมากกว่าว่าคุณมาขอโทษเพื่ออะไร  "

ในท้ายประโยคน้ำเสียงที่เคยสงบนิ่งค่อยๆเพิ่มระดับเสียงจนกลายเป็นตะโกน ลูกตาสีดำสนิทซึ่งบัดนี้ฉายแววเศร้าเสียใจออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบังไว้อีกจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลซึ่งเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึงในสิ่งที่ได้ยิน อารมณ์อันรุนแรงทั้งหลายมอดดับลงในทันที ดีโน่ครางในลำคอเหมือนเจ็บปวดมากมายเมื่อทราบว่าเด็กน้อยของเขาคิดมากเข้าใจผิดไปได้ถึงขนาดนี้


" ที่จริงไม่ต้องเสียเวลาปั้นเรื่องอะไรขึ้นมาหรือมาขอโทษก็ได้ ไม่ต้องกลัวว่าผมจะโกรธแล้วไม่ให้เข้านามิโมริหรอก คุณเป็นคนรู้จักของเจ้าหนู ผมสัญญาว่าจะไม่ไล่แบบเมื่อกลางวันหรือเมื่อวันก่อน...เพราะอารมณ์ส่วนตัวอีก "

น้ำเสียงแผ่วเบาลงเรื่อยๆจนแทบจะไม่ได้ยินประโยคสุดท้าย ผู้พูดก้มหน้านิ่งคล้ายหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะเอ่ยอะไรออกมาอีก กระนั้นความรู้สึกและความคิดทั้งหมดก็ได้ถูกส่งไปยังดีโน่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 
" เคียวยะ ฉันขอโทษ "

ฝ่ามือทั้งสองข้างที่บีบแขนเรียวเอาไว้เปลี่ยนเป็นโอบกอดร่างผอมบางไว้แน่น ศีรษะซึ่งปกคลุมไปด้วยเรือนผมสีสว่างซุกลงบนไหล่บาง ความรู้สึกผิดเข้าเกาะกุมจิตใจจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน


" ผมบอกแล้วไงว่าไม่จำ..."

ริมฝีปากที่กำลังจะพูดต่อถูกประกบปิดด้วยเรียวปากสีสดซึ่งล่วงเกินด้วยความจาบจ้วง ดีโน่บดขยี้ความชุ่มชื้นอันหอมหวานอย่างรุนแรงคล้ายจะยืนยันความรู้สึกของตน ฝ่ามือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นไปยังเรือนผมนิ่มเพื่อควบคุมศีรษะที่ค่อยแต่จะขยับหนีให้หยุดนิ่ง ก่อนเรียวลิ้นจะไล้เลียไปยังแนวฟันขาวและสิ้นสุดลงเมื่อสัมผัสเข้ากับลิ้นเล็กๆที่พยายามจะขยับหนี เนิ่นนานราวกับจะทำให้ลืมความเข้่าใจผิดทั้งมวลไปได้ ชายหนุ่มจึงถอนริมฝีปากออก


" ฉันไม่เคยเบื่อที่จะกอดจะจูบนายแบบนี้ หรือแม้แต่การทำรักกับเคียวยะ และยิ่งไม่มีวันที่จะเลิกกับเคียวยะอย่างเด็ดขาด ห้ามลืมเป็นอันขาดล่ะเคียวยะ "



ในที่สุดก็ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดมาไว้ในมือ หากจะปล่อยให้หลุดมือไป หรือทิ้งขว้างไม่ใส่ใจก็ถือว่าโง่เต็มทน



ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงก่อนจะรั้งร่างที่ยังหอบหายใจอยู่ให้นั่งลงบนหน้าตักของตน ท่อนแขนแข็งแรงโอบกอดฮิบาริให้อยู่ภายใต้อาณัติก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้สติรู้ตัวจากภวังค์อันหอมหวาน

" ขอโทษที่โกหกจนเข้าใจผิดใหญ่โตแบบนี้ แต่เคียวยะไม่คิดจะถามฉันเหรอว่าทำไมถึงโกหก "

" เพราะคุณเบื่อผม.." จุมพิตแผ่วเบาถูกส่งไปยังเรียวปากแดงช้ำ เพื่อหยุดคำพูดระคายหูที่ชวนให้รู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิม

" นั่นมันเรื่องที่นายเข้าใจผิดคิดไปเอง ที่จริงเพราะฉันอยากฉลองวันเกิดให้เลยโกหกว่าจะมีงานยุ่งจนติดต่อหรือมาหาไม่ได้ต่างหากล่ะ "

" วันเกิดผม ?? "

" ใช่แล้ว พรุ่งนี้ไงล่ะอย่าบอกนะว่าลืม "

ฮิบารินึกไปถึงปฏิทินที่ตนขีดฆ่าวันที่ทิ้ง แล้วก็นึกขึ้นได้อีกครั้งว่าพรุ่งนี้เป็นวันเด็กผู้ชาย จะว่าไปแล้ววันนั้นเป็นวันเกิดของเขาด้วยนี่นา แต่กระนั้นก็ยังไม่่ค่อยเข้าใจถึงความหมายของสิ่งที่ดีโน่บอกอยู่ดี

" แล้ววันเกิดของผมไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องโกหกของคุณด้วย "

ใบหน้าขาวปรากฎเครื่องหมายคำถามขึ้นมากมายอย่างที่ไม่ค่อยเห็นได้บ่อยนัก น่ารักน่าชังเสียจนดีโน่อดใจไม่ไหวก้มลงฟัดแก้มเนียนเสียทีหนึ่ง กิริยาล่วงเกินมากผิดปกติทำให้่เด็กหนุ่มหน้าขึ้นสีเรื่อขึ้นมา ปกติเขาจะเอาทอนฟาฟาดกลับไป หรือไม่ก็สั่งสอนด้วยกำปั้นและฝ่าเท้าบ้าง แต่เมื่อถูกกักขังไว้ในอ้อมกอดแน่นหนาแบบนี้คงมีแต่ต้องยอมด้วยความเต็มใจเท่านั้น ความจริงที่เจ้าของแผนการกำลังจะเฉลยออกมาน่าสนใจกว่าการขัดขืนที่รังแต่จะทำให้เสียเวลาเปล่าเป็นไหนๆ


" เคียวยะไม่เคยดูในละครเหรอ ที่พระเอกชอบเซอร์ไพรส์จัดงานวันเกิดให้นางเอกน่ะ "

" ไม่เคย ผมไม่ชอบดูละครที่มีแต่สัตว์กินพืชสุมหัวกัน แล้วยังไงล่ะ มันเกี่ยวอะไรกันด้วย "

" ฉันอยากทำเหมือนในละครบ้าง กะจะปิดนามิโมริให้ทุกคนในเมืองช่วยกันจัดงานฉลองครั้งใหญ่เอาให้เคียวยะตกใจจนตะลึง พวกสึนะก็ยอมตกลงจะร่วมมือแล้วด้วย เลยแอบไปพูดเกลี้ยกล่อมชาวบ้านแล้วถูกเคียวยะเจอเข้านั่นไง ดูเหมือนจะวางแผนมากไปหน่อยเลยเกิดเรื่องจนได้ "

ชาวอิตาลีมีสีหน้าสลดกับคำสารภาพ แต่เมื่อเห็นร่างในอ้อมแขนหน้าขึ้นสีแดงจัดเพราะคำพูดของตน อารมณ์เสียใจสำนึกผิดก็แปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งไคล้ได้ไม่ยากนัก

" คะ..ใครอยากจะเป็นพระเอกนางเอกอะไรนั่นกับคุณไม่ทราบ "

 

 ..หน้าแดงๆของเคียวยะดูกี่ทีก็น่ารัก!!..


------------------



" จะว่าไปเมื่อกี้เคียวยะพูดเหมือนลืมวันเกิดตัวเองนี่ "

ดีโน่เงยหน้าขึ้นมาจากซอกคอขาวของร่างที่ตนเพิ่งจะรั้งให้นอนลงบนเตียง ในขณะที่ฝ่ามือทั้งสองข้างแอบลอบปลดกระดุมชุดนอนสีดำสนิทออกโดยระวังไม่ให้เจ้าตัวรู้สึก


" นั่นมันก็เพราะคุณนั่นแหละ "


..เพราะในหัวของผมตลอดเวลา2สัปดาห์กว่าที่ผ่านมา มีแต่เรื่องของคุณเต็มไปหมด

จนไม่มีที่ว่างเหลือให้คิดเรื่องอื่นได้เลย แม้กระทั่งเรื่องของตัวเอง..



" ทำไมกลายเป็นมาโทษฉันไปได้ล่ะ "

หมาป่าสวมหนังแกะสัญชาติอิตาลีส่งยิ้มกว้างให้ ก่อนจะช้อนตัวฮิบาริขึ้นมากอดไว้เพื่อลอบถอดเสื้อนอนออกและโยนส่งๆลงไปข้างเตียง จากนั้นจึงก้มลงไปรุกรานพวงแก้มนิ่มอีกครั้ง หนุ่มน้อยเจ้าของห้องกำลังใช้สมองคิดหาคำตอบที่จะไม่แสดงความรู้สึกมากเกินไป จึงไม่ทันได้รู้สึกถึงภัยซึ่งกำลังคืบคลานเข้าหา รู้ตัวอีกทีร่างทั้งร่างก็เปลือยเปล่าไปทั้งตัวแล้ว รูปร่างของชาวอิตาลีคนนี้ใหญ่โตกว่าเด็กชายชาวญี่ปุ่นซึ่งยังโตไม่เต็มวัยนัก เมื่อถูกทาบทับไว้ดูราวกับร่างผอมบางกำลังจะจมหายลงไปบนเตียงอย่างไรอย่างนั้น


" ม้าพยศ! "

ม้าพยศกำลังจะพยศดังชื่อ ฮิบาริเองใช่ว่าจะไม่คิดถึงสัมผัสที่ห่างหายไปหลายเดือน แต่การล่วงเกินทั้งที่ยังไม่ได้รับการให้อภัย ออกจะอาจหาญเกินไปอยู่สักหน่อย ดวงตาดำสนิทเขม่นมองร่างสูงใหญ่ซึ่งทาบทับอยู่ด้านบนเหมือนจะสั่งให้หยุดการกระทำ


" ของขวัญวันเกิดไงเคียวยะ ที่จริงตั้งใจจะช่วยกันทำเค้กกับพวกสึนะ แล้วให้รีบอร์นมาตามนายออกไป แต่งานล่มเตรียมการอะไรไม่ทันแล้ว ฉันเลยเปลี่ยนเป็นมอบความสุขให้เคียวยะแบบนี้แทน "

คำว่างานล่มทำให้ฮิบาริเลิกสนใจสภาพอันล่อแหลมของตนเองไปชั่วคราว เด็กหนุ่มหวนนึกถึงแววตาผิดหวังของชาวเมืองที่ในตอนเย็นเขายังไม่เข้าใจสิ่งที่ชาวเมืองต้องการจะสื่อขึ้นมาได้ ต้องใช้ความพยายามสักแค่ไหนถึงทำให้ทุกคนยอมร่วมมือจัดงานวันเกิดให้ผู้คุมกฏซึ่งขึ้นชื่อว่าเกลียดการสุมหัวยิ่งกว่าสิ่งใดได้กันนะ แววตาผิดหวังเหล่านั้นคงหมายถึงเสียใจที่ความตั้งใจของดีโน่ถูกเหยียบย่ำเพราะความเข้าใจผิดไร้สาระ



..บางทีคนที่ต้องขอโทษอาจจะเป็นตัวเขาก็ได้..


ดีโน่ยิ้มน้อยๆกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเหยื่อตัวน้อยซึ่งอยู่ๆก็นิ่งไป เขาจูบหน้าผากมนแผ่วเบาและเอ่ยปลอบ


" อย่าคิดมากสิเคียวยะ ไว้พรุ่งนี้เราค่อยจัดงานฉลองกับทุกคนในเมืองกันใหม่ก็ได้ "

" ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องจัดงานอะไรแล้ว พรุ่งนี้ผมจะไปขอโทษทุกคนด้วยตัวเอง "

เรียวปากสีสดวาดรอยยิ้มกว้างกับคำตอบนั้น ปีนี้เด็กน้อยของเขาเติบโตขึ้นอีกขั้นแล้ว ฮิบาริในอดีตอาจจะไม่ใส่ใจที่ได้ทำร้ายความรู้สึกหรือร่างกายของใครเข้า ทว่าฮิบาริในตอนนี้ต่างออกไป ไม่เพียงสำนึกในสิ่งที่ทำลงไปกลับคิดที่จะเอ่ยขอโทษด้วย ดีโน่อยากจะเฝ้าดูการเติบโตนี้ต่อไป จะอีกสักกี่สิบปีก็จะเฝ้าดูพัฒนาการของเด็กน้อยคนนี้เรื่อยไป


และจะไม่ยอมปล่อยมืออย่างเด็ดขาด


" เด็กดี "


เข็มนาฬิกาเคลื่อนไปยังเลข12บ่งบอกให้รู้ว่าเข้าสู่วันใหม่แล้ว จุมพิตร้อนแรงถูกมอบให้อีกครั้งก่อนจะถอนออกมาเพื่อเอ่ยถ้อยคำบางอย่างให้ได้ฟัง


" เคียวยะสุขสันต์วันเกิด "


ไม่จำเป็นต้องอวยพรให้มีความสุข ร่ำรวย สุขภาพแข็งแรงหรืออะไรก็ตามแต่ที่คนส่วนใหญ่ชอบพูดกัน อนาคตเป็นสิ่งที่ต้องสร้างด้วยมือของตัวเองไม่ใช่หวังพึ่งคำอธิษฐาน ดีโน่เชื่อเช่นนั้นและฮิบาริเองก็เชื่อด้วยเช่นกัน อนาคตนับจากนี้เขาทั้งสองจะร่วมกันสร้างขึ้นมาให้สวยงามที่สุด แม้จะมีอะไรขวางอยู่ก็ตาม


ในค่ำคืนนั้นไม่มีการพูดคุยกันอีก จะมีก็เพียงถ้อยคำพร่ำบอกรักของชายชาวอิตาลีกับเสียงครางหวานหูของเด็กชายชาวญี่ปุ่น และสัมผัสที่นุ่มนวลอ่อนหวานเกินกว่าใครจะจินตนาการได้





..ขอบคุณที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้..




~FIN~

แต่งไปแ่ต่งมาเหมือนจะยิ่งหลุดจากเควสขึ้นเรื่อยๆล่ะค่ะ sanakiซังแบบนี้ตรงกับที่เควสไว้มั้ยคะ OTL เรารู้สึกเหมือนยิ่งแต่งเคียวยะยิ่งไม่ใช่เคียวยะเลยค่ะ TwT