SF : Sweet Time
แสงสีส้มส่องลอดผ่านกระจกขาวใสเข้ามาเพิ่มความสว่างให้กับห้องสี่เหลี่ยมขนาดกลาง ย้อมผนังสีสะอาดให้แปรเปลี่ยนไปตามแสงที่สะท้อนอยู่ ร่างผอมบางที่ทอดกายพักผ่อนอยู่บนเครื่องเรือนหนานุ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อหน้าจอสี่เหลี่ยมปรากฏภาพผู้ประกาศข่าวสาวคนหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลฉายแววประหลาดใจหาใช่ประเด็นข่าวที่เธอกำลังเอ่ยถึงไม่ หากแต่เป็นตัวเลขดิจิตอลบอกเวลาทางด้านล่างของหน้าจอ เรย์เหลียวมองอุปกรณ์บอกเวลาบนกำแพงทันทีคล้ายจะย้ำกับตัวเองให้แน่ใจ
" เพราะหมอนั่นแท้ๆ "
....ใช่แล้วล่ะ ความผิดของหมอนั่นคนเดียว
..
....
......
........
หมอนั่นคือชายหนุ่มร่างสูงสง่ากำยำสมชายชาตรี ผู้ที่มีดวงตาสีรัตติกาลอันเปี่ยมไปด้วยความสุขุมสมวัย จนยากที่จะเชื่อได้ว่าจะสามารถเอ่ยตอบคำถามถึงการกลับมาอย่างกระทันหันด้วยใบหน้าที่ไม่ยี่หระต่อกฏเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้นว่า 'ไม่สามารถห่างกันได้เกินแปดชั่วโมง' ทั้งที่เมื่อสี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เรย์เพิ่งมอบจุมพิตให้คนเก่งที่ยอมไปทำงานโดยไม่งอแงเหมือนเช่นทุกวัน เด็กหนุ่มนึกค่อนขอดอยู่ในใจว่าหากหมอนั่นของเขาต้องติดธุรกิจพันล้าน หรือต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลานานจะมาหาภายในแปดชั่วโมงได้จริงอย่างที่ว่าหรือไม่ สิ้นคำกล่าวอ้างโดยไม่ทันได้อุทรณ์หรือต่อว่าใดๆ ร่างผอมบางก็ถูกลากจากหน้าประตูบ้านเข้ามาในห้องรับแขกที่อยู่ใกล้ที่สุดเสียแล้ว ผิวเนื้อที่โผล่พ้นเสื้อกล้ามแขนกุดถูกฟอนฟัดจนบอบช้ำด้วยริมฝีปากสีสด ชายหนุ่มที่กำลังรุกรานเรย์อยู่นั้นอายุมากกว่าเขาเกือบหกปี ถึงกระนั้นผู้อวุโสน้อยกว่ากลับมีสติตระหนักถึงเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมได้ดีกว่าเสียด้วยซ้ำ
" เดี๋ยวก่อนเคตะ "
ฝ่ามือเรียวพยายามดันร่างที่ทาบทับอยู่ให้ออกห่างตัว แต่ขอนไม้บอบบางน่ะหรือจะสามารถเขยื้อนหินก้อนโตที่นอกจากจะหนักแล้ว เนื้อผิวยังหนาชนิดขุดเจาะเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้นได้ เจ้าของชื่อเพียงส่งเสียงในลำคอตอบรับเท่านั้นหาได้ตั้งใจจะทำตามคำสั่งไม่
" เคตะ " เอ่ยเรียกอีกครั้ง
" มีอะไรหรือครับ "
ริมฝีปากสีสดเอ่ยตอบก่อนจะแนบจุมพิตลงยังซอกคอขาว เรย์ถูกร่างกำยำซึ่งใหญ่โตกว่าเขามากนักกดทับลงมา ท่อนแขนแข็งแรงกอดรัดให้ร่างทั้งร่างแนบไปกับกายแกร่งนั้น แก้วตาสีน้ำตาลสะท้อนแสงตะวันแรงกล้าในยามเที่ยงวัน หากสังเกตให้ดีบางทีอาจจะเห็นเพื่อนบ้านผู้ซึ่งกำลังหัวหมุนอยู่กับเจ้าตัวเล็กผ่านทางกระจกในห้องรับแขกนี้ก็เป็นได้
" หยุดก่อนสิ อื้ออ "
ถ้อยคำเอ่ยห้ามถูกสกัดกั้นไว้เสีย กลีบปากที่แนบลงมาอุ่นจัดจนรู้สึกได้ เรียวลิ้นสอดแทรกเข้าไปยังโพรงปากเล็กเหมือนแมลงดูดกลืนน้ำหวาน บุกรุกอย่างจาบจ้วงไล่ต้อนให้ไร้ทางหนีจนยอมปล่อยใจไปกับรสจุมพิตหวานล้ำอย่างไม่รู้ตัว เมื่อผู้รุกรานถอนริมฝีปากออกเรย์ก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดจะต่อต้านได้อีกต่อไป ทำได้เพียงกอบโกยอากาศที่ขาดหายไปเมื่อครู่ด้วยใบหน้าที่แดงรื้นเท่านั้น
" อย่าห้ามสิครับ มีเวลาไม่มาก ถ้าไม่รีบจะมาขอให้ผมทำต่อไม่ได้นะครับ "
ถ้อยคำสุภาพเรียบร้อยที่ใช้เป็นประจำถูกนำมาเอ่ยถึงเรื่องหยาบโลนอย่างคล่องปาก แต่ไม่รื่นหูผู้ฟังเอาเสียเลย...ถ้ามันลำบากนักก็ไม่ต้องทำสิ!...ฝ่ามือใหญ่สอดเข้าไปใต้เสื้อกล้ามก่อนจะสะกิดตรงตุ่มใตสีเรื่อ ซ้ำยังเค้นคลึงราวกับกำลังเล่นอยู่เสียอีก เสียงที่หลุดรอดริมฝีปากของเรย์ออกไปจึงไม่ใช่ถ้อยคำต่อว่าอย่างที่ใจคิด แต่เป็นเสียงครางหวานหูถูกใจผู้รุกรานเป็นอย่างยิ่ง
" อื้ออ ฮ่าา พอเถอะ "
เสียงนั้นยังคงดังก้องอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยม ตลอดเวลาที่ร่างกายถูกสำรวจเสื้อผ้าที่สวมอยู่ก็โดนเนรเทศไปอยู่บนพื้นห้อง ฝ่ามือใหญ่ลากสัมผัสไปทั่วผิวกายสะอาดอย่างเอาแต่ใจ ริมฝีปากเองก็ไม่ต่างกันนึกพอใจตรงไหนก็จะขบสร้างรอยทิ้งเอาไว้อยู่ร่ำไป ผู้รุกรานคงเห็นอาการทุรนทุรายของเรย์เป็นเรื่องสนุกกระมัง ดวงตาสีนิลยามเห็นร่างผอมบางบิดเร่าไปมาเมื่อถูกสัมผัสส่วนที่ไวต่อความรู้สึกภายในร่างถึงดูพราวระยับเหลือเกิน เรย์มักจะหวีดร้องอย่างลืมตัวทุกครั้งที่เขาสอดแทรกเรียวนิ้วเข้าไปภายในช่องทางคับแคบ บางครั้งยังกอดเสียแน่นคล้ายจะเหนี่ยวรั้งเอาไว้ ถ้างอนิ้วหรือขยับไปมาภายในโพรงแคบนั้น ก็จะได้ยินเสียงร้องดังกระชั้นถี่ตามการเคลื่อนไหวของปลายนิ้ว ดวงตาปริ่มน้ำช้อนมองดูแล้วเหมือนสัตว์ตัวน้อยน่ารักที่แกล้งได้ไม่มีวันเบื่อเสียจริง และหากกดนิ้วลงบนส่วนที่ไวต่อสัมผัสที่สุดซึ่งมีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ดังเช่นเวลานี้แล้วล่ะก็.....
" ฮื้ออ!! เคตะ อ๊าา! เคตะ...เค..."เรียวขาขาวชันขึ้นและเหยีดเกร็ง ปลายนิ้วเท้าจิกลงบนเบาะหนานุ่มของโซฟา เมื่อปลายนิ้วที่รุกรานกดย้ำอีกหลายครั้งผู้รับการกระทำก็นอนระทดระทวยอยู่ภายใต้อ้อมแขนด้วยคลื่นอารมณ์ที่ราวกับจะพัดพาขึ้นที่สูงและฉุดกระฉากลงเหวลึกอย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า น้ำเสียงแผ่วเบาพร่ำร้องเรียกแต่นามของผู้กลั่นแกล้งไม่หยุดปากราวกับเด็กหลงทางร้องเรียกหาที่พึ่ง เนื้อตัวเปลือยเปล่าบัดนี้พร่างพรมไปด้วยร่องรอยสีกุหลาบมากมาย ส่วนที่ตื่นตัวอยู่กลางลำตัวมีของเหลวสีใสไหลซึมออกมาแม้ฝ่ามือใหญ่จะไม่ได้สัมผัสเลยก็ตาม
" เรียกทำไมครับ " ชายหนุ่มจูบลงบนหน้าผากมนแรงๆ แต่ในเมื่อปลายนิ้วยังคงกดย้ำอยู่ที่เดิม เพียงแค่จุมพิตธรรมดาเช่นนี้ก็ดูราวกับสายลมที่พัดต้องผิวกาย ไม่ได้ช่วยบรรเทาคลื่นความปรารถนาให้สงบลงได้เลย
" สีหน้าไม่ดีเลยนะ มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยครับเรย์ "
ฝ่ามืออีกข้างที่ว่างอยู่เลื่อนมากอบกุมแกนกายฉ่ำชื้นเอาไว้ ยังผลให้เรย์กรีดเสียงดังกว่าเดิม หยาดน้ำตารินไหลลงมาด้วยความทรมานที่ทบทวีมากขึ้น มือเรียวเล็กคว้าจับหมอนบริเวณนั้นมาดึ้งทึ้งตามแรงอารมณ์ เจ้าของดวงตาพราวระยับยังคงมอบรอยยิ้มที่ดูเป็นผู้ใหญ่สมวัยแต่ผิดสถานการณ์ให้
" อื้ออ! ได้โปรด " คำอ้อนวอนดังลอดริมฝีปากออกมาให้ได้ยิน เคตะเลิกคิ้วเป็นเชิงถามทั้งยังไม่ยอมหยุดการเคลื่อนไหวของฝ่ามือ
" ....เค....ตะ.. "
" ครับ ? "
" ได้โปรด " ใบหน้าที่ขึ้นสีเรื่อเพราะแรงอารมณ์ก้มลงต่ำเพื่อหลบสายตา
" ครับ ? "
" อย่าแกล้งเราอีกเลย "
" เด็กดี ผมรักเรย์นะ "
ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถ้อยคำแสดงความร้อนร่านในร่างให้ทำรักอย่างรุนแรง หรือรีบสอดใส่เข้ามาอย่างที่เคยได้ยินจากคนอื่น เพียงเท่านี้สำหรับเรย์แล้วต้องรวบรวมความกล้าอย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียวกว่าจะกล้าเอ่ยประโยคที่แฝงความหมายหยาบโลนเช่นเมื่อครู่ออกมาได้ แม้ว่าเรย์จะถูกกกกอดและเคยร่วมรักกันอย่างรุนแรงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังไร้เดียงสาในเรื่องบนเตียงอยู่เสมอ สิ้นคำความใหญ่โตจากร่างของเคตะก็แทรกเข้ามาในกายผอมบางแทนนิ้วที่เฝ้ากลั่นแกล้งจนถึงเมื่อครู่ เรย์หวีดร้องสุดเสียงอีกครั้งขณะที่ชายหนุ่มชำแรกฝังกายเข้าไปจนสุด
" อื้อ! เคตะ~ "เคตะและอีกหลายเคตะดังให้ได้ยินตลอดเวลาที่ชายหนุ่มขยับโยกกายตามแรงอารมณ์ เรย์หอบหายใจสะท้านไม่หยุด และยังคงถูกทำรักอย่างอ่อนโยนหากแต่วาบหวาบอย่างร้ายกาจอีกพักใหญ่ หลายต่อหลายครั้งที่ปลดปล่อยออกมาแต่เคตะก็ยังไม่ถอนกายออกไปเสียที เฝ้าแต่บอกยังไม่พอ ยังไม่หายอยาก และยังรักเรย์ได้ไม่สาแก่ใจ กระทั่งอุปกรณ์สื่อสารในกระเป๋ากางเกงที่ถูกถอดโยนทิ้งอย่างไม่ใยดีดังขึ้นนั่นแหละ เรย์จึงได้รับอิสระอีกครั้ง
" ทราบแล้วครับคุณเลขาที่เคารพ เอกสารพวกนั้นไม่หายไปไหนหรอก " คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างคนไม่พอใจก่อนจะกรอกเสียงตอบใส่โทรศัพท์ ขณะที่กำลังคุยอยู่ฝ่ามือใหญ่ก็สัมผัสอย่างอ่อนโยนบนศีรษะของเรย์
" ครับ รับทราบ " ดวงตาสีน้ำตาลที่ดูอ่อนแรงเพราะถูกกอดรัดและฟอนฟัดเป็นเวลานานช้อนมองอีกฝ่าย เคตะจึงจุมพิตเบาๆที่กลีบปากแดงช้ำราวกับจะให้ปลอบใจ
" แล้วจะรีบกลับมา นอนพักซะนะครับ "
อีกหนึ่งจุมพิตที่แก้มใสเพื่อเติมพลังสำหรับหลายชั่วโมงที่จะไม่ได้เจอกัน ผ้าห่มเนื้อนุ่มถูกนำมาห่มให้ด้วยความอ่อนโยนก่อนที่เรย์จะได้ยินเสียงบานประตูปิดลงพร้อมกับสติที่ขาดหายไป จมลงสู่ห้วงนิทราจวบจนกระทั่งแสงแดดยามเย็นสาดส่องเข้ามานั่นแหละจึงรู้สึกตัวตื่น
........
......
....
..
หลังจากหวนระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันได้แล้วเรย์ก็ยังคงนอนมองนาฬิกาบนผนังนิ่งไม่ยอมลุกขึ้นมาเสียที ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนขี้เกียจที่จะนอนได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยหลับได้นานจนฟ้าเกือบมืดดังเช่นวันนี้ ถ้าเคตะกอดเขาเอาไว้เฉยๆ ถ้าเพียงแค่ทานข้าวด้วยกันแล้วส่งเคตะไปทำงานอีกครั้ง ถ้าเราใจแข็งกว่านี้ และอีกสารพัดความคิด หากคำว่าถ้ากลายเป็นจริงเรื่องที่วางแผนจะทำในวันนี้คงไม่ล่มไม่เป็นท่าอยู่แบบนี้ อาหารสดมากมายที่ตั้งใจจะทำเพื่อเอาใจเคตะนอนนิ่งอยู่ในตู้เย็นและคงจะต้องอยู่อย่างนั้นอีกนาน นิตยสารเล่มใหม่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะเบื้องหน้าทั้งที่ยังไม่ได้แกะซองพลาสติกออกด้วยซ้ำ ยังไม่รับรวมถึงงานบ้านอีกกองพะเนินที่ยังทำไม่เสร็จ แต่ก็ถูกหมอนั่นสูบเรี่ยวแรงไปจนต้องนอนไม่ได้สติจนถึงป่านนี้
" เพราะหมอนั่นคนเดียว " สุดท้ายแล้วถ้อยความคิดตระกูลถ้าทั้งหลายทั้งมวลก็ถูกรวบให้เหลือเพียงการบ่นอุบอิบอยู่คนเดียว
" พูดถึงผมอยู่หรือครับ "
เพราะเฝ้าดูอยู่นานแล้วหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ หมอนั่นที่ว่าก็มาปรากฏกายต่อหน้าเรย์อีกครั้ง ดวงตาสีนิลยังคงพราวระยับไม่ต่างอะไรกับยามร่วมรักกันเลย ชายหนุ่มถอดเสื้อนอกวางพาดไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะค่อยประคองร่างผอมบางให้นั่งข้างกัน เรย์นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดขณะยันกายลุกขึ้นซึ่งนั่นไม่พ้นสายตาเคตะไปได้หรอก
" ถ้าไม่ใช่เคตะแล้วจะมีใครอีกล่ะ "
" นั่นสิ จะมีใครอีกนะที่ทำให้เรย์เป็นได้ถึงขนาดนี้ "
จะถึงขนาดไหนก็ไม่รู้ หากแต่เรย์กลับรู้สึกร้อนหน้าขึ้นมากระทันหัน เป็นตัวเขาเองที่เอ่ยขอให้เคตะสอดใส่เข้ามา ถึงจะไม่ได้เอ่ยออกไปอย่างชัดเจนแต่ก็รู้แจ้งอยู่แก่ใจดีทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ ฝ่ามือใหญ่จัดแจงสวมเสื้อเชิ๊ตที่หยิบติดมือมาด้วยให้เรย์อย่างอ่อนโยนขณะที่เอ่ยตอบ กระดุมเสื้อถูดกลัดเรียบร้อยเหลือไว้เพียงสองเม็ดบนตามความตั้งใจของเคตะ" สามีกลับมาบ้านทั้งที จะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอครับ " เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน ราวกับจะน้อยใจที่นอกจากจะไม่ยอมออกไปต้อนรับแล้วยังถูกนินทาลับหลังอีกด้วย
" ใครสามีใคร ? นายน่ะแค่รูมเมทของเราเท่านั้นแหละ " เรย์หรี่ตามองเคตะพลางจัดเสื้อให้เข้าที่เข้าทางไปด้วย
" อย่างนั้นหรอกหรือครับ " ร่างผอมบางพยักหน้าตอบรับ ฝ่ามือใหญ่จึงขยี้เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนจนฟูยุ่งไม่เป็นทรงมากกว่าเดิมด้วยความหมั่นไส้ หากเป็นเพียงรูมเมทจริงดั่งที่ว่าเขาก็คงเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดเลยก็เป็นได้ที่มีเพื่อนร่วมห้องน่ารักออกปานนี้....หากเป็นแค่รูมเมทจริงอย่างที่ว่าน่ะนะ....
" เดี๋ยวผมไปหาอะไรมาให้ทานละกัน ลุกไม่ไหวใช่มั้ยล่ะ ? " ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นโดยไม่ลืมคว้ากางเกงขาสั้นและเสื้อกล้ามแขนกุดที่ถูกโยนทิ้งไว้เมื่อตอนกลางวันออกไปด้วย แต่ก่อนที่จะเดินพ้นอาณาเขตของห้องรับแขกก็ถูกเรียกเอาไว้เสียก่อน
" เคตะ.... "
" ครับ ? "
" กลับมาแล้วเหรอ " เมื่อหันไปตามเสียงดวงตาสีนิลก็ราวกับจะพร่ามั่วขึ้นมาชั่วขณะ รอยยิ้มที่เรย์มอบให้ ดวงตาสีน้ำตาลซึ่งฉายแววอ่อนโยนรักใคร่ในตัวเขา รวมไปถึงกระแสเสียงซึ่งชายหนุ่มรู้ดีที่สุดว่าไม่ได้มีไว้สำหรับเพื่อนร่วมห้องธรรมดาอย่างแน่นอน
" ครับ กลับมาแล้วครับ " กลีบปากบางวาดรอยยิ้มสวยงามขณะเอ่ยตอบออกมา
หลังจากเคตะออกจากห้องไปแล้วดวงตาสีน้ำตาลก็ทอดมองไปยังตู้เก็บหนังสือซึ่งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง เครื่องเรือนชิ้นนี้ถูกล็อคเอาไว้ตลอดเวลา แต่กระนั้นก็ยังดูสะอาดไร้ฝุ่นจับอยู่เสมอราวกับเจ้าของบ้านทั้งสองให้ความสำคัญกับมันเป็นพิเศษ เหตุผลที่ต้องทำถึงเพียงนี้หาใช่หนังสือสารานุกรมราคาแพงไม่ และไม่ใช่เพราะห่วงว่าหนังสือปกแข็งจะถูกขโมยไป หากแต่เป็นซองกระดาษธรรมดาที่คนทั้งสองแยกพื้นที่ครึ่งหนึ่งของชั้นบนสุดไว้สำหรับเก็บสิ่งนี้เป็นพิเศษต่างหาก
ซองกระดาษที่ย้ำเตือนถึงวันพิเศษที่มีค่าและน่าจดจำที่สุดในชีวิต ทะเบียนสมรสซึ่งทั้งคู่เซ็นลงไปพร้อมกันอย่างไม่ลังเล
มันเป็นดั่งคำสัญญาว่าเราทั้งสองจะอยู่ด้วยกันตราบนานเท่านาน....
....Fin....
ไม่ได้ตั้งใจเรทจริงๆนะ ทำไมมันออกมาเป็นแบบนี้ล่ะเนี่ย ฮื่ออ ฟิกสั้นไร้สติไร้พล็อตเจริญดีแท้ ไม่ได้แต่งมาร่วมสามสี่เดือนภาษาแย่ลงแน่ๆ =__=''
ปล.เปลี่ยนหัวบล็อค เครดิตจากที่ไหนสักแห่งจำไม่ได้แล้วแต่ที่แน่ๆไม่ได้ทำเองแน่นอน ^^